ประสบการณ์การเรียน ป.โท พร้อมทำงาน ให้จบใน 2 ปี

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนเชื่อการเรียนจบ ป.ตรี มันธรรมดาเกินไปแล้วเพราะใครๆ ก็จบ ป.ตรี กันทั้งนั้น ไม่เหมือนกับยุคลุงๆ ป้าๆ ที่จบ ป. 4 ก็เพียงพอสำหรับการทำงาน ทางเดียวที่จะทำให้ตัวเองไม่ธรรมดาอีกต่อไปก็คือการเรียนต่อ ป.โท แต่ด้วยเหตุผลด้านปากท้องก็มีความจำเป็นต้องทำงานไปด้วย ค่าเรียน ป.โท สมัยนี้ก็แสนแพง คนที่ทำงานส่งตัวเองคงจะเข้าใจคุณค่าของเงินดี ทางที่ดีที่สุดก็คือการรีบเรียนรีบจบ แต่บางหลักสูตรเขาก็ไม่ได้เป็นประเภทจ่ายเงินครบจบแน่ ต้องฝ่าด่านตรวจมาตรฐานมากมาย บางที่ถึงขั้นตอนทำงานวิจัยส่งตีพิมพ์ระดับนานาชาติ งานก็เยอะ เรียนก็แยะ แล้วจะทำยังไงให้เรียนจบทันได้ตามหลักสูตรล่ะ วันนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์บ้าๆ เรื่องการทำงานไป เรียน ป.โท ไปด้วย แล้วก็สำเร็จการศึกษาได้ภายในเวลา 2 ปี

ก่อนจะเริ่มเรียน ป.โท

แรกเริ่มเดิมทีผมว่าจะไปเรียนต่อ ป.โท ที่ USA ถึงขั้นไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมเป็นปี แต่ด้วยความไม่พร้อมอะไรหลายๆ อย่าง เห็นเหตุแล้วแผนล้มไป แต่ด้วยไฟยังแรงก็เลยเลือกจะเรียนต่ออยู่ดี ช่วงรอความผิดหวังจากผลการสมัครเรียนที่ US ก็ไปสมัครงานเนื่องจากอยากจะออกไปเก็บประสบการณ์การทำงานจริงๆ บ้าง ตอนนั้นเห็น Longdo.COM รับสมัครงานอยู่ก็เลยสมัครซะเลย (เป็น บ. ที่ผมชอบ Longdo Dictionary มาก อยากเข้าไปร่วมงานด้วย แต่พอเข้าไปได้ไปทำ GIS แทนซะฉิบทีแรกไม่อยากทำ แต่พอไปทำแล้วรู้สึก แม่งเจ๋งโคตร ท้าทายมาก) แล้วก็ได้งานทำเป็นที่เรียบร้อย พอเข้าไปทำงานก็พบว่า นี่แม่งโคตรใช่ มีความสุขในการทำงานด้านคอมพิวเตอร์อย่างแรงกล้า มีอะไรสนุกๆ และท้าทายให้ทำมากมายในช่วงนั้น ได้ประสบการณ์มามากมาย แล้ววัน ม. ที่ US ก็เริ่มส่งผลการสมัครกลับมาทีละราย ทีละราย ทุกราย ปฏิเสธ มันช่างเป็นอะไรที่เจ็บปวดแต่ก็จะไม่ยอมแพ้ ไปเรียนนอกไม่ได้ก็ดีตรงที่ที่บ้านจะได้ไม่ต้องเสียเงินมาก  เรียนไปไทยแทนเอาก็ได้ (เป็นความคิดว่าเกือบจะผิด เพราะเรียนไทยก็แพงไม่เบา) ทีแรกก็ว่าจะไปสมัครจุฬา กรอกใบอะไรต่ออะไรเรียบร้อยหมดละ เห็น Deadline ชำระเงินเป็นวันอาทิตย์ ทีแรกก็ไม่เอะใจอะไร แล้วก็นึกขึ้นมาได้ ธนาคารมันปิดวันอาทิตย์นิหว่า (นี่ก็โง่อีกแล้ว ธนาคารตามห้างมันเปิดวันอาทิตย์) แล้วก็เลิกล้มไปอีกแผน ก็เลยตัดสินใจกลับบางมดก็ได้ แต่รอบบนี้จะกลับไปที่วิศวคอมพิวเตอร์ (ผมจบจากวิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์) ก็เดินเรื่องอะไรต่ออะไรไปเรียบร้อยสวยงาม ตอนสอบสัมภาษณ์ก็เล่าอาจารย์เรื่องไปสมัครเรียนไม่สำเร็จให้ฟัง อาจารย์ก็เข้าใจแล้วก็บอกเรียนที่นี่ก็ได้ เรียนแผน ก ทำวิทยานิพนธ์ ให้มีผลงาน แล้วค่อยไปต่อนอกตอน ป.เอก ก็ได้ ใจชื้นขึ้นมาหน่อย สุดท้ายก็ได้เรียน ป.โท ที่วิศวคอมฯ บางมด ดูวิชาที่จะได้เรียนแล้วก็ขนลุก อยากเรียนจนตัวสั่น (ขาดหายจากห้องเรียนมานาน)

เรียน ป.โท ปีที่ 1

เรียน ป.โท ปีแรกเป็นอะไรที่ค่อนข้างลำบากมากเพราะต้องปรับตัวกับการดำเนินชีวิตแบบใหม่ที่.. ตื่น 8 โมง ถึงที่ทำงาน 9 โมง ออกจากที่ทำงาน 16:30 นั่งรถไฟฟ้าจากศาลาแดงไปสยาม นั่งรถตู้จากสยามไป ม. ถึง ม. ประมาณ 17:30 หาอะไรกินเป็นมื้อเย็นแล้วก็เข้ามานั่งรอเรียน เรียนเสร็จ 21:00 ออกมานั่งรถเมล์กลับที่พัก นอน วนแบบนี้ทุกวันที่มีเรียน สัปดาห์ละ 3 วัน 2 วันทำงานปรกติ อีก 2 วันเสาร์อาทิตย์ เอาไว้ทำการบ้านและไล่อ่านความรู้ที่เรายังไล่ตามเด็กวิศวะคอมฯ การเรียน ป.โท แบบนี้ไม่มีเพื่อน เพราะไม่มีเวลาจะมีเพื่อน ถ้าคำนวณเวลาคร่าวๆ ถึงห้อง 4 ทุ่ม ตื่น 8 โมง ใช้เวลาเข้าออกจากที่พักวันละ 2 ชื่อโมง นั่นเท่ากับว่าเวลานอน 8 ชั่วโมง ซึ่งไม่เคยทำได้! สุดท้ายเหลือนอนวันละ 6 ชั่วโมงกว่าๆ ซึ่งผมปรกติจะเป็นคนนอน 8 ชั่วโมงถึงจะรู้สึกพอ ก็เลยต้องหาเวลานอนระหว่างวัน หลักๆ มีอยู่ 2 จุดคือ แอบงีบหลังข้าวกลางวันที่ทำงาน 10 นาที (โคตรมีค่า) และนอนระหว่างนั่งรถตู้จากสยามไป ม. (ต้องคอยเปิด Google Maps เพราะเคยมีวันที่นอนเกิน ตื่นมาถนนไม่คุ้น นั่งรถเลย ม. ไปซะงั้น) เทอมแรกโคตรสาหัส แต่ยังไฟแรง ก็ฝ่าฟันไปได้ หาทางปรับตัว อะไรไม่จำเป็น เช่น การดู Sitcom ก็เลิกดูไป ณ จุดนี้ ช่างหัวมันแล้วภาษาอังกฤษ แต่ก็ต้องบอกว่ามีความได้เปรียบเด็กทั่วไปที่เรียนต่อทันทีหลายๆ อย่าง การได้ออกไปทำงานมาแล้วทำให้เราเข้าใจชีวิตจริง การเข้าหาคน เราปรับตัว ผมเห็นเด็กส่วนใหญ่ๆ ที่เรียน ป.โท ด้วยกันยังนั่งกดเกมส์กันอยู่ ผมก็เข้าใจว่าเขาคงจะมีเวลาล่ะเพราะเรียนอย่างเดียว ส่วนเราก็ต้องทำใจ เพราะไม่มีเวลา แม้จะอยากเล่นก็ตาม พยายามเปลี่ยนมุมมองอะไรหลายๆ อย่าง บางทีเร่งทำงานให้มันเสร็จไวๆ เพื่อจะได้มีเวลาเหลือจากเวลาปรกติที่วางเอาไว้ เพื่อที่ว่าจะได้เหลือเวลาเอาไปทำอะไรที่อยากจะทำบ้าง แล้วเวลาได้เวลาตรงนี้มา ก็จะใช้มันแบบระดับเทพ เรียกว่าต้องให้รู้สึกพักผ่อนได้สำเร็จจริงๆ และต้องได้ประโยชน์ข้างเคียงมาทดแทนสิ่งที่เราเสียไปด้วย เช่น การออกไป Shopping กับแฟน ทำกิจกรรมที่มันเกิดการสนทนาและแลกเปลี่ยนมุมมองเยอะๆ หรือทำกิจกรรมที่มันเกิดประโยชน์กับคนในครอบครัวโดยที่เรายังได้พักสมอง ช่วงใกล้สอบนี้หนักหนา เนื่องจากปีแรกยังไม่มีเพื่อน (ไม่ใช่ไม่อยากมีเพื่อน อยากมีเพื่อน แต่เพื่อนเวลาไม่ตรงกับเรา) จึงต้องฝ่าฟันด้วยตนเอง ทำยังไงอะหรอ ลางานมาอ่านหนังสือสอบเลยครับ ช่วงใกล้สอบผมยื่นลาพักร้อนมานั่งหอสมุด หรือที่ไหนก็ได้ที่สงบ นั่งทำทุกแบบฝึกหัด อ่านเอกสาร ทำมันทุกอย่างที่จะทำให้เราเข้าใจบทเรียน แต่บางวิชามันก็เหนือความสามารถจริงๆ สุดท้ายก็โดน B+ เทอมละตัวสำหรับเทอมแรก ไม่ได้น่าเกลียด แต่ก็เซ็งๆ นิดหน่อย เพราะรู้สึกว่าเราพยายามระดับสุดยอดแล้วนะ พอดีว่าที่ภาควิชาจะมีกลุ่มอาจารย์ไฟแรงอยู่แล้วก็จะทำให้มีเด็กเก่งๆ มาจับอยู่กับแกเยอะ ผมก็พยายามจะเข้าไปหา เอาจริงๆ ก็เข้าไปหาได้ล่ะ แต่ไม่มีเวลามากกว่า ทำให้ไม่ได้สนิทเท่าที่ควร อาจารย์ก็ถามว่าจะทำวิทยานิพนธ์ไหม มีทุนให้นะ (ผมให้ที่บ้านจ่ายค่าเทอมให้อยู่ ตกเทอมละเกือบ 40k) ตอนแรกไม่รับเพราะกลัวภาระผูกพันธ์ รู้สึกทำงานดีกว่า แต่พอมาถึงเทอม 2 เรียนวิชา Search Engine ได้ทำโปรเจกต์ เกิดปัญหากับการตัดคำภาษาไทย ค้นแล้ว ค้นอีก ทำไมมันไม่มีคนเขียนโปรแกรมตัดคำภาษาไทยที่มันแม่นๆ เลยนะ (เหตุผลก็คือ ภาษาไทยมันซับซ้อนไงล่ะ) งั้นเอามาทำเป็น Thesis เลยดีกว่า ถามอาจารย์ที่สอน อาจารย์แกก็เล่นด้วย ก็เลยตกลงเป็นอาจารย์ปรึกษาวิทยานิพนธ์ แล้วก็ไปติดต่อขอทุนเรียนต่อในปีที่ 2 จะได้ไม่ต้องเสียเงินซะที

เปลี่ยนงานเพื่อเรียนต่อ

ความจริงไม่มีอะไรผิด ไม่มีใครว่าอะไรที่ Longo.COM (รึเปล่า) ที่ผมเลิกงานก่อน และลายาวๆ ในช่วงใกล้สอบ เพราะผมก็ยังทำงานความสุดความสามารถและยังมีงานส่งอยู่เรื่อยๆ แต่ส่วนตัวผมเองก็รู้ว่าไม่ได้ทำงานได้เต็ม 100% อย่างที่เคยทำได้ก่อนเริ่มเรียนแล้ว อีกทั้งยังเกิดเหตุการณ์ผิดปรกติที่บ้านทำให้ต้องกลับมาดูแลงานที่บ้านด้วย ส่งผลให้ต้องบอกขอทำงานน้อยลงที่ Longdo แล้วมาอยู่ทีบ้านเป็นบางวัน แล้วก็เริ่มรู้สึกผิด เพราะที่ทำงานส่วนใหญ่เขาก็ทำงานเต็มที่กันตลอด แต่ดูเราซิ ควรจะทำได้ดีกว่านี้นะ จึงเริ่มมองหางานที่มันมีความยืดหยุ่นมากกว่านี้ ช่วงนั้นก็ถามอาจารย์ว่ามีงานไหนที่แบบชิลๆ เงินเบาหน่อยก็ได้ แต่ต้องให้ผมมาเรียนได้ตอนไหนก็ได้ที่อยากจะมา ทีแรกก็มีบ้างแต่รู้สึกยังไม่โดน จนกระทั้งมีรุ่นน้องกลุ่มหนึ่งที่อาจารย์แกดันไปกันจนแข่งชนะมาหลายสนามและได้มีการดันกันจนเปิดบริษัทขึ้นมาได้ น้องๆ ก็มาชวนว่าสนใจจะทำงานกันไหม มีน้องคนนี้ๆๆ มาทำงานด้วย ตัวผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ Social Network Monitoring และบริษัทก็เพิ่งก่อตั้งเลย ผมก็เห็นว่า เฮ้ย นี่มัน Big Data นิหว่า แล้วก็เฮ้ย นี่มันทีมเทพ เหมือนเป็นการฟอร์มทีมที่มีแต่คนเก่งๆ มาเจอกัน เรื่องไรจะไม่เอา ต่อรองเงินเดือนไป สุดท้ายได้เยอะขึ้นมาจากเดือนนิดนึง (จนตอนนี้ก็ยังได้เท่านั้น 555) ยังไม่ค่อยโดนแต่ก็คงได้ความยืดหยุ่นขึ้นมาอย่างมาก แล้วสุดท้ายก็บอกลาเจ้านายที่ Longdo.COM บริษัทแรกที่ได้ทำงานด้วย รู้สึกดีใจและเสียใจไปพร้อมๆ กัน ไม่น่าเชื่อว่าเวลาแค่ 1 ปีครึ่งจะทำให้เรามีความผูกพันธ์กับองค์กรหนึ่งๆ ได้มากมายถึงขนาดนี้ ทุกวันนี้ก็ยังเก็บ Connection ดีๆ เอาไว้ และแล้วในที่สุดก็มีเริ่มงานจริงจังกับ บ. Insightera Co., Ltd. ตอนเดือน กันยายน (แอบเหยียบเรือสองแคมมาถึง 3 เดือน รู้สึกผิด แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน)

เรียน ป.โท ปีที่ 2

การเรียน ป.โท ปีสอง เป็นอะไรที่ยาวเหลือเกิน ผมจึงจะขอแบ่งเนื้อหาในส่วนนี้เป็นสองส่วน คือ เทอมที่ 1 และเทอมที่ 2

ปี 2 เทอม 1

เป้าหมายของการเรียนเทอมนี้คือการสอบ Proposal Thesis ให้ผ่าน โดยเนื้อหาที่จะต้องทำให้เรียบร้อยก็คือ Introduction, Related Works, Proposed Method. เป็นโชคดีที่ผมเลือกหัวข้อค่อนข้างง่าย (ที่บอกว่ามันง่ายเพราะว่ามีไอเดียอยู่ในหัวแล้วว่าจะทำยังไง) แต่ทีต้องไปทำอย่างดีก็คือการไปตามอ่านงานของคนอื่น อ่านไปมากมายหลายสิบฉบับ สรุปเหลืออยู่ไม่กี่งานที่จะนำมาใช้อ้างอิงอย่างจริงจัง (โชคดีที่ยังไม่มีงานไหนเอาไอเดียแบบเดียวกันไปใช้ซะก่อน) แล้วก็เริ่มเขียนเล่มแบบเป็นภาษาอังกฤษ นี่เป็นงานแรกที่ต้องเขียนรายงานแบบเยอะๆ เป็นภาษาอังกฤษ แรกก็เหนื่อยครับ เหนื่อยมากเพราะว่าไม่เคยทำมาก่อน พอทำไปสักพัก เริ่มจับทางได้ก็ขำๆ ละ เหมือนมันปรับตัวได้อะนะ เหตุการณ์ใกล้เคียงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็คือที่ทำงานใหม่ เนื่องจาก บ. ยังเพิ่มตั้งใหม่ ยังไม่มีที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง แถมพนักงานส่วนใหญ่ก็เพิ่งเรียนจบ ป.ตรี แล้วก็เรียนต่อ ป.โท กัน หลักๆ แล้วจึงนั่งทำงานกันอยู่ที่ห้องแลป ผมก็สบายเลยงานนี้อยู่ ม. จะคุยกับอาจารย์ก็สะดวก จะเรียนก็สบาย เรียกได้เลือกเส้นทางมีถูกต้องที่สุด ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ จริงๆ เหลือต้องเรียนอีก 3 ตัว แต่กลัวจะรับโหลดไม่ไหวก็เลยเลือกลง 2 ตัวแทน เอาเวลาที่เหลือไปทำ Thesis แทน ขั้นตอนการทำ Thesis คร่าวๆ นั้นดูเหมือนง่าย แต่ทุกอย่างต้องผ่านอย่างสมบูรณ์และมีความยากในแต่ละขั้นตอนอยู่ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ได้แก่ เลือกหัวข้อ หาอาจารย์ที่ปรึกษา ศึกษางานคนอื่น วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ที่ได้เรียนรู้ที่ได้ศึกษา พัฒนาวิชาการของตัวเอง ออกแบบวิธีการทดลอง หาทรัพยากรที่ต้องใช้ในการทดลอง พัฒนาเครื่องมือสำหรับการทดลอง ทำการทดลองและเก็บผล สรุปผลการการทดลอง เขียนเล่ม ท้ายที่สุดคือการส่งเล่มให้ผ่านมาตรฐานของคณะฯ และมหาวิทยาลัย ส่วนอันที่ผมเรียนจะมีพิเศษขึ้นมา 2 อย่างคือ ต้องตีพิมพ์งาน Internation Conference ด้วย และตอนหลังมา Jackpot อีก รออ่านตอนเทอม 2 กลับมาเข้าเรื่องเรียนต่อ สำหรับเรื่อง Thesis สุดท้ายก็สามารถฝ่าฟันเขียน Proposal จนผ่านได้โดยไม่ได้ยากนัก เพราะผมก็ตั้งใจอ่านงานก่อนๆ และได้มีโลจิกการเขียนโปรแกรมที่ค่อนข้างโอเค จึงออกแบบวิธีการแก้ปัญหาที่ดูค่อนข้างสมเหตุสมผลอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี เล่ม Proposal นี่ก็เล่นเอาแทบแย่เหมือนกันนะ เพราะอย่างที่เคยบอกว่าไม่เคยเขียนรายงานเป็นเล่มๆ โดยใช้ภาษาอังกฤษมาก่อน จริงๆ เทอมนี้มีอีกอย่างนึงที่ต่างไปจากเดิมก็คือมีเพื่อนเรียน ป.โท แล้วนะครับ เรียนวิชาเดียวกันติวได้แล้ว

ปี 2 เทอม 2

เทอมนี้เป็นเทอมสุดท้ายสำหรับการเรียน ป.โท ตามหลักสูตร แล้วก็ตามที่ทุนจะครอบคลุมไปถึง ถ้าเรียนไม่จบเทอมนี้ก็ต้องจ่ายค่าเรียนเองแล้ว ซึ่งเราจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จึงต้องฝึกการแบ่งเวลาให้ดีขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เทอมนี้เหลือเรียน 1 ตัว ต้องทดลองให้เสร็จและเขียนเล่มให้เสร็จ รวมถึงต้องส่ง Paper เข้า Conference 1 ฉบับ ของผมเลือกไปตีพิมพ์ที่ ECTI-CON 2016 ความจริงเนื้องานที่ผมทำไม่ได้ตรงกับธีมงานซึ่งเป็น Electronics โดยตรง แต่ก็ยังโชคดีที่มีหัวข้อ Information Technology อยู่ก็เลยแอบแวบเข้าไปทางนั้น Paper Submission Deadline อยู่วันที่ 31 มกราคม นั่นหมายความว่า ทุกอย่างต้องทำเสร็จแล้ว ณ วันนั้นซึ่งจะต้องมีโปรแกรมที่ใช้งานจริงๆ และเก็บผลได้แล้วด้วย เร่งสุดแรงเลยครับงานนี้ เปิดเทอมมาลุยแหลก Implement ไอเดียแล้วลงมาเป็นโปรแกรมจริงๆ รวมถึงเก็บผล ไม่ต้องมีกันแล้ววันหยุด ปีใหม่หรอ นั่งเขียนโปรแกรม นั่งทำ Corpus เอาไว้ทดลองความแม่นยำของโปรแกรม เขียนโปรแกรมเหนื่อยๆ ทำอะไรหรอครับ? เขียน Paper ไงล่ะ เขียน Paper ไม่ไหวแล้วทำไง? กลับไปเขียนโปรแกรมต่อให้เสร็จ เทคนิคดีๆ ที่เอามาใช้ ณ จุดนี้เรื่องการเขียน Paper ก็คือไป Copy เนื้อหาจาก Proposal เอามาใส่ เสร็จแล้วก็เอามานั่งเกลาๆ ให้มันอยู่ในรูปแบบของ Paper ไม่ว่าจะลำบากขนาดไหน สุดท้ายก็ยังเขียนเสร็จทันอยู่ดี หนึ่งสัปดาห์ก่อน Deadline ผมส่ง Paper ที่เขียนเองไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วยดู แล้วอาจารย์ก็แก้มาให้มากมายก็เอามาเขียนต่อจนถึงวันสุดท้ายจริงๆ จึงจะส่งเข้าไปที่งาน ยังจำได้เลยว่าวันสุดท้ายที่บ้านผมจะเลี้ยงวันเกิดแม่ล่วงหน้าก็เลยนัดให้ผมไปลงกลางทางก่อนถึงกรุงเทพฯ ผมก็ไปนั่งที่ Starbucks ซื้อกาแฟแก้วนึง แล้วก็เปิดคอมนั่งตรวจ Paper อยู่ในร้านจนแบตแทบหมด ถึงได้ส่ง Paper ออกไปได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ไปกินเลี้ยงกับครอบครัว รู้สึกเหมือนได้เลี้ยงตัวเองไปในตัว 555 รู้ไหมครับ เรื่องที่เจ็บปวดที่สุดคืออะไร งาน Conference เขาประกาศเลื่อน Deadline ไปเป็นเดือนหน้าครับ ผมนี่โอโหมาก ไอ้เราก็เร่งแทบตายแล้วก็มาเลื่อย เฮ้อ เอาน่ะ พอส่ง Paper เข้างาน ECTI-CON ไปแล้วก็รู้สึกโล่งอก เข้าสู่สภาวะขี้เกียจไปเป็นเดือน ย้ายเนื้อหาจาก Paper เอามาใส่เล่ม Thesis เล่มสุดท้ายอีกรอบ เพราะว่าเนื้อหารอบนี้อย่างน้อยได้ขัดเกลามาแล้ว ช่วยให้เล่มคืบหน้าไปได้อย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนที่ยังไม่ได้ทำ ผมกลับมาทำเล่มจริงจังอีกทีตอนปลายเดือนมีนาคม ตอนที่เริ่มรู้สึกว่าต้องรีบแล้วนะ เดี๋ยวเล่มจบจะมีปัญหาเสร็จไม่ทันสอบ รอบนี้ผมได้เพิ่มการทดลองเข้าไปอีก 1 อย่างก็คือทดสอบความแม่นยำกับข้อความจริงๆ บน Social Network งานต้องมานั่งตัดคำเอง จัดไปซิครับหยุดสงกรานต์ นั่งทำ Corpus ไปหนึ่งหมื่นคำ แทบแย่ พอทำเสร็จก็เอาไปเก็บผลการทดลองแล้วก็เขียนเล่มต่อจนเสร็จ ระหว่างนั้นก็เริ่มตามหากรรมการคุมสอบเพราะเห็นว่า เรานี่ต้องจบแน่นอนละทุกอย่างพร้อมจะสอบแล้ว ความยากมันอยู่ที่ต้องมีคนนอก 2 คน ซึ่งต้องจบ ดร. ด้วย และต้องรู้เรื่องนี้ด้วย เป็นโชคดีของผมที่เจ้านายที่ Longo.COM ก็ทำเรื่องการตัดคำภาษาไทยมาก่อน ก็เลยได้แล้วหนึ่งคน แล้วก็มีอาจารย์ที่ผมสนิทด้วยอีกคนที่ทำ Machine Learning ซึ่งมีส่วนเกี่ยวโยงกับงานผมด้วยนิดหน่อยก็เลยขอให้ทั้งสองท่านมาช่วยเป็นกรรมการสอบที่เป็นบุคคลภายนอก หลังจากนั้นก็แก้เล่มอย่างต่อเนื่อง แล้วก็มาทำสไลด์ควบคู่กันมาเรื่อยๆ ความโหดมันอยู่ตรงที่ ECTI-CON ประกาศผลว่า Paper ผมผ่านเข้า Conference ได้ และต้องส่ง Paper ภายในวันที่ 22 พ.ค. ส่วนผมต้องสอบ Defence วันที่ 23 พ.ค. ดังนั้นจะต้องทำทั้งสองอย่างให้สำเร็จภายในเวลาที่กำหนด เนื่องจาก Presentation ทำมาเรื่อยๆ แล้ว เหลือแค่เอามาตบเนื้อหาให้มันเข้าที่ผมเก็บเอาไว้ก่อน แล้วมาตามแก้เนื้อหา Paper ตามที่ Reviewer ส่งกลับมาให้ เป็นความพลาดที่ขี้เกียจแก้ไป 1 สัปดาห์ ทำให้งานทั้งสัปดาห์มากระจุกช่วงใกล้สอบ จุดนี้จะไม่สาหัสขนาดนี้ถ้าผมเลือกจะทำเล่มพร้อมกับแก้ Paper ไปพร้อมๆ กัน สุดท้ายก็ทำ Paper สำเร็จและส่งไปวันที่ 21 หนึ่งวันก่อน Deadline แล้วเริ่มทำ Presentation หลังจากนั้น ทำเสร็จก็เริ่มซ้อม Present และโชคดีอาจารย์ที่สนิทด้วยของผมมาช่วย Comment ก่อนวันสอบจริง (วันรุ่งขึ้น) กว่าจะแก้และซ้อมทุกอย่างเสร็จก็ดึกดื่น วันสอบก็ไปเอาขนมกล่องที่สั่งเอาไว้เลี้ยงกรรมการตอนเช้าแล้วก็วิ่งเข้าไป ม. สภาพแบบนอนไม่พอ นี่เป็นจุดผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุด ถ้าย้อนเวลาได้จะเลือกนอนแล้วค่อยมาซ้อม Present ตอนเช้าแทน ตอนสอบต้องบอกเลยว่าพูดไปตามที่ตั้งใจไว้นั่นล่ะ เพราะเตรียมมาแบบนั้น ด้วยความที่ได้ศึกษาข้อมูล และการทดลองก็ทำมาตามขั้นตอนหมดก็เลยไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั้งช่วงถามตอบ เวลาคนเรานอนไม่พอ ความว่องไวของสมองจะลดลงอย่างรุนแรง สุดท้ายวันนั้นต้องบอกว่าตอบคำถามได้ “โง่” มาก คือไม่มีไหวพริบเลย คือการสอบจบมันไม่ใช่การสัมภาษณ์เข้างานที่เวลาไม่รู้ก็บอกไม่รู้ มันควรจะหาสิ่งที่ใกล้เคียงกันมาเชื่อมโยง แต่วันนั้นสมองมันไม่วิ่ง สุดท้ายก็เลยถลอกทั้งตัว ต้องของพระคุณกรรมการและอาจารย์ที่ปรึกษาจริงๆ ที่นอกจากจะให้ผมผ่านมาได้แล้วยังช่วยตอบคำถามบางคำถามแทนให้ได้ นึกๆ แล้วก็เศร้าใจว่าตัวเองน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ก็นะเรื่องมันผ่านไปแล้ว สุดท้ายวันนั้นก็วิ่งเอกสารแบบเมาๆ และมีเอกสารอย่างหนึ่งที่ยากสุดและผมพลาดไป ซึ่งเดี่ยวค่อยมาเล่าต่อ ต่อมาเป็นเรื่องของการไปงาน Conference ความจริงเอกสารอะไรผมส่งไปเรียบร้อยหมดแล้วล่ะ แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่ผมรอผลอยู่ก็คือ Student Travel Grants เงื่อนไขที่น่ากลัวแต่เป็นเรื่องดีของทุนนี้ก็คือ จะต้องทำ Poster นำเสนอผลงานไปยืน Present ในช่วงการจัดงานด้วย ความบ้าบอมันเกิดตอนที่ว่าเพิ่งมาประกาศรางวัลที่ 21 และงานวันที่ 28 ที่เชียงใหม่ นั่งแปลว่าผมต้องทำ Poster ขนาด A0ให้เสร็จในวันที่ 27 ผมนี่แทบช็อค ทีแรกนึกว่าจะอดเงินแล้วเลยวางตัวชิลๆ เพราะว่าเขาบอกว่าจะประกาศผลวันที่ 8 นี่ประกาศช้ามา 2 สัปดาห์ อารมณ์ตอนนั้นนี่โกรธมาก แต่ก็ต้องทำให้ได้อะนะ เพื่อเงิน 5,000 บาท ทั้งสัปดาห์นั้นก็นั่งทำแต่ Poster เลยครับ หาแบบ วาง Outline เปิด Photoshop ลอกแบบของชาวบ้านมาเป็นของตัวเอง สุดท้ายวันที่ 27 วันที่ต้องทำเสร็จแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ จึงต้องลางานมานั่งทำต่อที่หอสมุด เกิดเหตุการไม่คาดฝันก็คือผมลอง Export ออกมาเป็น PDF แล้วดันไม่ได้กด Save as Copy สิ่งที่ Photoshop ทำก็คือ มันเปิดไฟล์ PDF ให้ผมทำงานต่อ แต่ผมดันไม่รู้ สุดท้ายตอนเดินย้ายที่ทำงานเนื่องจากหอสมุดปิด 5 โมงเย็นช่วงปิดเทอม เปิดมาอีกที ทำไมไฟล์เล็กๆ เปิดมาอีกที เฮ้ย ทำไมเหลือ Layer เดียววะ!! งานเข้าซิครับ แถมยังมีจุดที่ยังต้องแก้อีกแล้ว จังหวะนั้นนี่แทบร้องไห้ละ บอกเลยว่าถ้าผมไม่ได้เก่งคอมนี่ตอนนั้นคงทุบคอมทิ้งไปละ ยังดีที่ใช้ OS X มี Time Machine ให้ใช้ จึงทำการกู้ไฟล์ล่าสุดที่ Time Machine เก็บเอาไว้กลับมาแก้อีกรอบ แม้มันจะไม่สดใหม่สุด แต่ก็ยังดีที่ไม่ต้องเริ่มใหม่แต่ต้น จากนั้นก็รีบไปร้านปริ้นโปสเตอร์ขนาด A0 เจอเข้าไปแผ่นละ 400 บาท แต่ก็นะ เป็นกระดาษมัน พอเห็นโปสเตอร์แล้วก็รู้สึกชื่นใจสุดๆ แบบว่าเหนื่อยมากนะกว่าจะได้แผ่นนี้มา เนื่องจากร้านไม่มีปลอกโปสเตอร์ให้ เรื่องบ้าๆ ก็เกิดขึ้นอีกหลังจากปริ้นเสร็จ ผมเดินกลับไปที่มอเตอร์ไซต์ เห็นฟ้ามืดมาเชียว ผมคงกำลังจะตก พี่ที่ทำงานโทรมาบอกว่าโปรแกรมมีปัญหา จำไม่ได้ละเรื่องอะไร แต่จำได้ว่าบอกพี่ว่าผมจะต้องรีบขับรถกลับบ้าน อีกชั่วโมงค่อยคุยกัน ผลปรากฏว่าระหว่างที่รีบขับรถกลับบ้าน โทรศัพท์มือถือก็สั่นทั้งทางเลยครับ รถก็รีบขับ ฝนก็จะตก ผมก็กังวลโปสเตอร์จะเปียก ถึงโค้งเข้าคอนโด ฝนกระหน่ำลงมาเลยครับ ผมนี่รู้สึกโคตรโชคดี รีบเอารถจอดในที่ล่ม เอาโปสเตอร์สุดรักมาดูว่ายังรอดใช่ไหม แล้วก็รีบโทรศัพท์กลับไปเคลียร์ปัญหาที่ทำงาน เสร็จแล้วขึ้นห้องไปหาปลอกใส่โปสเตอร์ เก็บกระเป๋า วันรุ่งขึ้นเดินทางไป Conference เรื่องการผจญภัยในงาน Conference ครั้งแรกนี่เก็บไว้เล่าได้อีก Entry นึงเลย เจออะไรเยอะมาก ข้ามกลับมาเรื่อง Thesis เนื่องจากมันยังเหลือเล่มที่จะต้องแก้ให้สมบูรณ์อีก เวลา 60 วันหลังจากวันสอบ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมขอจัดให้เป็นช่วงที่ทรมานที่สุดของการทำวิทยานิพนธ์เลยก็ว่าได้ ทำไมอะหรอ? เพราะว่ามันไร้ซึ่งกำลังที่จะทำแล้วน่ะซิ คือตอนนั้นเหมือนทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว สอบจบแล้ว ไป Conference เรียบร้อย แต่จริงๆ เปล่า มันยังเหลือเล่มต้องแก้ สุดท้ายผมต้องเปิดโหมด Don’t Break the Chain เพื่อบังคับตัวเองให้เปิด Thesis มานั่งแก้ทุกวัน แต่รอบนี้ใช้แอพ Rewire จะได้ไม่ต้องมานั่งเขียนลงกระดาษ แถมมา Notification ขึ้นมาเตือนทุกคืนด้วย ช่วงนั้นก็เลยมีงานคืบหน้าวันละนิดหน่อยทุกวัน สุดท้ายก็ทำเสร็จ แต่ก็ยังติดปัญหาต้องมีคนตรวจภาษา ก็หาทางโน้นทางนี้จนสุดท้ายก็หาได้แล้วก็ส่งตรวจไปเรียบร้อย นอกจากนั้นยังเจอปัญหาสุดช็อคอีกเรื่อง (ที่ผมติดเอาไว้ยังไม่ได้ก่อนหน้า) ใบหน้าปกต้องมีลายเซ็นกรรมการทั้ง 5 คนด้วย ทำไงล่ะครับ ตามล่าลายเซ็นอะซิครับ กลับไปตามหาลายเซ็นกรรมการ ทำให้เป็นอีกครั้งที่ได้ที่ได้ไปที่บริษัท Longdo อีกครั้ง ไปเจอเพื่อนร่วมงานคนเก่า ไปแลกเปลี่ยนไอเดีย เสร็จแล้วก็ตามล่าลายเซ็นอาจารย์ที่ ม. ต่อ เรื่องสุดโหดของกรณีนี้คือช่วงนั้นเป็นวันหยุดยาว และพี่ที่ช่วยดูแลเดินเอกสารให้ผมลาทั้งสัปดาห์ ในขณะที่ยังเหลือลายเซ็นกรรมการอีกหนึ่งท่านที่ผมติดต่อไม่ได้ สุดท้ายต้องฝากพี่อีกคนช่วยเดินเรื่องเอกสารต่อให้แล้วสุดท้ายก็ได้ลายเซ็นสุดท้ายมาวันสุดท้ายพอดี ผมนี่ หัวใจจะวาย นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว

วิทยานิพนธ์เฮือกสุดท้าย

หลังจากได้เล่มตีกลับมาจากคณะเรื่องการแก้ไขเล่มให้เรียบร้อย แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในขณะ จึงจำเป็นต้องเอามาแก้ ก็เซ็งๆ แต่ก็แก้เรียบร้อยไปละ หลังจากเล่มผ่านคณะไปถึงส่วนกลางของ ม. ก็ได้รับ SMS มาบอกว่าให้รับเล่มไปแก้ครั้งสุดท้าย ก็มีให้แก้บรรณานุกรมนิดหน่อยให้เขียนให้ครบถ้วน แต่ที่ช็อคที่สุดคือแต่ละย่อหน้าให้ห้างกัน 2 บรรทัด ตอนแรกผมเว้นไป 1.5 ทีนี้ก็เลื่อนทั้งเล่มซิครับ ก็นั่งทำไปซิ ก่อนหน้านี้จัดไว้สวยๆ รูปเอยอะไรเอยเลื่อนหมด สุดท้ายก็ทำเสร็จดี มีข่าวดีกว่ายังมีโอกาสรับปริญาทันปลายปีนี้ถ้าส่งเล่มทันวันที่ 26 สิงหาคม หลังจากแก้อะไรเรียบร้อยก็เอาเล่มไปส่งอีกทีวันอังคารซึ่งเป็นวันที่เยอะจริงๆ ก็ไรท์แผ่าน ปริ้นต้นฉบับ ส่งภาค ส่ง ม. ที่ช็อคก็คือวันที่ 26 คือส่งเล่มปกหนาๆ นะ ไม่ใช่เล่มต้นฉบับ ทำให้รู้สึกผิดเลยที่ไม่ได้รีบมาตั้งแต่วันจันทร์ ก็เลยต้องไปตามหาร้านทำปก รายละเอียดอย่างในลิงค์เมื่อตะกี้ มันสนุกมันมาอยู่วันที่ 26 นี่ล่ะ ผม “ได้ยินว่า” พี่ที่รับเล่มบอกว่าต้องส่งเล่มก่อนเที่ยง เพราะว่าเล่มจะต้องเอาไปให้อีกสำนักงานเดินเรื่องก่อนถึงจะเสร็จได้ทัน ผมก็บอกร้านถ่ายเอกสารไปแล้วล่ะ รับปากไว้ดิบดี ตอน 9:30 ผมอยู่หน้า 7-11 โทรมาบอกว่า เล่มได้ช้าหน่อยได้ไหมคะ พระเจ้า บอกไปแล้วไม่ใช่หรือต้องไปก่อนเที่ยง แน่นอน ผมปฏิเสธและบอกว่า ต้องให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายผมก็ไปนั่งรออยู่ร้านถ่ายเอกสารยันเกือบเที่ยง ระหว่างนั่งรอดูเวลาเลื่อนไปก็ลุ้นซะแทบบ้า ร้านถ่ายเอกสารมันเอาเล่มไปให้อีกร้านหนึ่งทัน แล้วร้านนั้นมันทำช้าหรือไงไม่รู้ ยังดีที่พนักงานดูแลดี ตอนเวลาสัก 11:30 พนักงานก็บอกว่า พี่ๆ เดี๋ยวหนูจะรีบไปเอาเล่มมาให้นะ แล้วก็ขับมอเตอร์ไซค์ออกไป ไอ้ผมนี่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งลุ้นจะทันเที่ยงไหม สุดท้ายพนักงานกลับมาตอนประมาณ 11:45 ได้เล่มยังมีตัวหนีบสันกาวอยู่เลย ก็วิ่งสุดแรงเข้าไปส่งเล่ม สุดท้ายก็ส่งเล่มทันเวลาแบบฉิวเฉียด จากนั้นก็เดินออกมาหน้า ม. เข้าร้านถ่ายรูปถ่ายรูปชุดครุย ถ่ายเสร็จ อ.โทรมาชวนไปกินข้าว ฝากอาจารย์สั่งข้าว เดินไปร้านถ่ายเอกสารบอกเรียบร้อยแล้ว ดีใจกันใหญ่ 555 ดีใจสุดก็กูนี่ล่ะจะบอกให้ เสร็จแล้วก็เดินไปกินข้าวอย่างสบายใจ กินข้าวเสร็จไปรับรูป ปริ้นใบยื่นขอจบ ส่งกับสำนักทะเบียน แล้วก็ออกเดินทางไปทำงาน แล้วก็ถึงจุดสิ้นสุดของการต้องดิ้นรนกับการทำวิทยานิพนธ์ ตอนนี้ก็เห็นชื่อตัวเองปรากฏอยู่ในรายการผู้เข้ารับปริญาปลายปีแล้ว และนั่นแปลว่า เรียบจบเรียบร้อยแล้วครับ 🙂