ชีวิตหลังจบ ป.ตรี กับการเรียนภาษาอังกฤษ

Study Englishไม่ได้เขียนบล็อคมานานมาก วันนี้ขอเล่าประสบการณ์การเรียนภาษาอังกฤษอย่างหักโหมหลังเรียนจบ ป.ตรี เผื่อจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ ท่าน ความพิเศษของผมอยู่ที่ว่าผมเป็นมนุษย์สายสุดโต่งไปทางความมีเหตุมีผลจำพวกตรรกะทั้งหลาย ทุกวันนี้งานที่แสนถนัดจึงเป็นงานที่ต้องวิเคราะห์เยอะๆ เช่นการออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรกรมต่างๆ ซึ่งมันเป็นดาบสองคม เพราะในอีกด้านหนึ่งผมช่างไร้ซึ่งความสามารถทางด้านการเข้าสังคม รวมถึงการเรียนภาษา เพราะวิชาพวกนี้ผมรู้สึกว่ามันจะอาศัยความพริ้วไหวของความคิดมากกว่าความเชื่อมโยง ทำให้สมัยเด็กๆ เกลียดการเรียนภาษามาก อย่างไรก็ดี มันได้เปลี่ยนไปแล้ว และในบล็อคนี้ผมจะเล่าประสบการณ์การฝืนตัวเองจนสำเร็จให้ฟัง ต้องขออภัยด้วยที่รายละเอียดอาจจะน้อยไปหน่อยเพราะว่าเรื่องมันผ่านมานานพอสมควรแล้ว ถ้าใครอยากทราบเทคนิคการเรียน หรือประสบการณ์ของผมในสิ่งต่างๆ ก็คอมเมนท์ถามได้เลยครับ จะพยายามตอบเท่าที่จะตอบได้ 🙂

ผมเรียน ป.ตรี วิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์ฯ จากภาควิชาคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ตอนนั้นก็ไม่ต่างจากเด็กจบใหม่ทั่วไปนัก มีเพียงแต่ทักษะความใฝ่รู้โคตรๆ ในเรื่องคอมพิวเตอร์ และมีความตั้งใจจะเรียนต่อ ป.โท ที่อเมริกา แต่ดันโชคร้ายภาษาอังกฤษช่างอ่อนแอนัก ต้องยอมรับว่าภาษาอังกฤษมันเป็นทักษะที่มีหลายระดับมาก คนส่วนใหญ่พูดได้เขียนได้พื้นๆ ก็มักเข้าใจว่าตัวเองเก่งแล้วสื่อสารได้ แต่ความเป็นจริงแล้วสำหรับการใช้เรียนต่อนั้นมันคนระดับกันเลย แน่นอนก็ต้องไปเรียนภาษาอังกฤษ ช่วงแรกๆ ผมก็เรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองขณะที่ทำงานอยู่ที่คณะไปด้วยหลังเรียนจบใหม่ๆ ต่อมาเริ่มรู้สึกไม่ค่อยกระเตื้องก็เลยหาที่เรียน ก็รบกวนทางบ้านอยู่ประมาณ 5 เดือน ค่าเรียนเดือนละ 15,000 บาท ตั้งใจขยันขันแข็งอย่างมาก หาสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ทั้งหนังสือ คลิปเสียง และอะไรก็ตามเท่าที่จะหาได้อัดตัวเองอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าขุดแก้ไขหมดทุกอย่างตั้งแต่พื้นฐานแกรมม่าที่ห่วยแตกมากมาตั้งแต่มัธยม ผมเป็นคนที่พูดพอสื่อสารภาษาอังกฤษได้พอสมควรตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ไม่เคยได้ใช้งานมันแบบถูกๆ ก็เลยต้องมาแก้กันหมด แรกๆ ก็พยายามหาความสัมพันธ์ของกฏต่างๆ ในภาษาอังกฤษแล้วก็รู้สึกว่า แม่งนี่มันขัดแย้งกันไปหมด สุดท้ายก็ทำใจต้องจำไป จะบอกว่าจำไปเลยก็ไม่เชิง อาศัยการเจอ สังเกต และใช้บ่อยๆ มากกว่า
หลังจากเรียนภาษาอังกฤษในไทยไปสักพักก็ไปสอบ TOEFL IBT สอบรัวๆ บ่อยๆ ไปสักพัก คะแนนอยู่ราวๆ 70 กว่าๆ ก็เริ่มจะคิดว่า เฮ้ยแม่งไม่เร็วพอละก็เลยตัดสินใจกระทันหันบอกพ่อ จะไปเรียนภาษาอังกฤษที่ออสเตรเลีย พ่อก็รีบจัดแจงไปหาเงินมาให้ส่งไปเรียน ค่าใช้จ่ายค่าเรียนค่าเครื่องบินอยู่ราวๆ 3 แสนกว่าบาท เป็นเวลา 5 เดือน โชคดีที่ผมมีพี่สาวอยู่ออสเตรเลียก็เลยมีที่อยู่อาศัยฟรีๆ ไม่ต้องไปเช่าอยู่กับใคร แล้วก็ช่วยพี่สาวเลี้ยงลูกเป็นการตอบแทนนิดๆ หน่อยๆ 555 ตอนอยู่ออสเตรเลียนี่ผมจัดภาษาอังกฤษหนักยิ่งกว่าตอนอยู่ไทย เรียกได้ว่าไม่เคยพยายามเรียนอะไรหนักขนาดนี้มาก่อน โทรศัพท์มือถือจัดเสียงบทสนทนาภาษาอังกฤษตลอดเวลา ตอนนี้ผมชอบฟัง Deep English มาก ตอนนั่งรถเมล์ไปเรียนก็เปิดฟังกรอกหูไปเรื่อยๆ หวังว่าสมองมันจะชินกับเสียงและจะช่วยให้ได้ทักษะการฟังและพูดมากขึ้น
ตอนแรกๆ ที่ไปเรียนที่นั่น ผมสอบเทียบได้เข้าไปอยู่ชั้นเกือบสูงสุดของโรงเรียน ด้วยเหตุที่อ่อน Grammar (ทั้งๆ ที่แก้มาหลายเดือนแล้วก่อนจะมาออสเตรเลีย) ทำให้ไปจมอยู่ตรงนั้นอยู่เกือบเดือน โชคดีที่อาจารย์เห็นความพยายามอันแรงกล้าจึงได้แนะนำให้อาจารย์ที่สอนตลาส IELTS มาพาผมขึ้นไปเรียนด้วย อาจารย์ใหม่แรกๆ ก็ไม่ค่อยจะชอบผมสักเท่าไหร่ สงสัยเพราะผมพูดมากไปและฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องล่ะมั้ง 555 อย่างไรก็ดี อยู่ไปสักพัก นักเรียนหน้าเก่าๆ เรื่องจากไป ผมจากนักเรียนหน้าใหม่ก็กลายเป็นหน้าเก่า และที่สำคัญสิ่งที่อาจารย์ทั้งหลายไม่สามารถปฏิเสธที่จะชอบได้คือ นักเรียนที่แม่งโคตรขยัน ผมเรียนแบบว่า เรียนชิบหาย มีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดเป็นช่วงๆ ความดีของการไปอยู่ที่ออสเตรเลียก็คือ เราได้อยู่ท่ามกลางเพื่อนที่มันพูดภาษาไทยไม่เป็น ต้องพูดภาษาอังกฤษเพื่อคุยกับมัน ผมว่าแม่งเจ๋งสุด มันมีความสุขที่คุยกับเพื่อนเพราะแม่งก็อ่อนอย่างเรา ไม่ต้องอาย พูดผิดก็ช่วยกันแก้ ช่วงนั้นผมก็เรียนไปเรื่อยๆ กลับมาอ่านหนังสือ นั่งรถเมล์ฟังคลิปเสียงภาษาอังกฤษ ท่องศัพท์ให้ฟัง ฟังเพลงสากล อยู่โรงเรียนสงสัยอะไรติดนิดเดียวถามอาจารย์ตลอด ตอนพักคุยกับเพื่อนแบบสุดๆ เพื่อฝึกพูด เสียดายกลับมาดันพูดภาษาไทยกับพี่สาว 555 แต่ก็คิดซะว่าเป็นการพัก ตอนนั้นนี่เรียกว่า สุดตีนจริงๆ กับการเรียนภาษาอังกฤษ เรียนซะจนลืมไปเลยว่าตัวเองชอบคอมพิวเตอร์ มาวันนึงผมเกิดอยากเขียนโปรแกรมขึ้นมา เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเขียนโปรแกรมภาษา PHP ผมนี่แทบน้ำตาไหล เหมือนได้ขึ้นจากนรกมาทำสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ คิดแล้วก็ฮา
แน่นอน เรียนอย่างเดียวไม่ได้เรื่องแน่ ผมก็สอบวัดผลอยู่เป็นระยะๆ ปัญหาคือค่าสอบที่ออสเตรเลียแม่งแพงกว่าไทย ว่าไทยแพงแล้ว ออสเตรเลียแพงกว่า ตอนสอบคะแนนก็ดีขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ขึ้นมามากนัก ทักษะด้านภาษานี่มันต้องค่อยๆ สะสมจริงๆ ไม่สามารถเร่งได้ สุดท้ายผมไปลงเอยกับการสอบ IELTS แม่งเป็นการสอบที่ทรมานต้องเพราะต้องรอสอบพูดทีละคน ผมไม่รู้ว่ายิ่งไปลงทะเบียนเร็วยิ่งได้สอบเร็ว ก็เลยเฉยชานั่งรอคิวสั้นแล้วค่อยไปลงทะเบียน เลยต้องรอสอบยันเย็น เซ็งมาก แต่ที่เซ้งกว่าคือตอนสอบแม่งโง่มาก ตอบคำถามแบบโง่ๆ สุดท้ายคะแนนการพูดอย่างห่วย ยังไงอย่างอื่นฉุดขึ้นมา สุดท้ายได้ 6.5 ผ่านเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะรับได้พอดี
หลังจากได้คะแนนเป็นที่น่าไม่พอใจสักเท่าไหร่แล้วก็กลับมาไทย ด้วยความเร่งรีบต้องสมัครเรียนก็เขียนใบสมัครแต่ละ ม. โอโหครับ แม่งเยอะมาก 1 วันทำได้ 1 ม. ไหนจะ SOP อีก ไหนจะต้องติดต่อให้อาจารย์ช่วยเขียนจดหมายแนะนำให้อีก แทบตายกันเลยทีเดียว ช่วงนั้นก็ช่วยที่บ้านขายของ เลี้ยงหลานระหว่างรอผลการสมัคร สักพักเริ่มรู้สึกนี่แม่งไม่ใช่ชีวิตกูละ กูเลยสมัครงานเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ Longo.com แล้วก็ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แล้วก็ค้นพบว่า นี่ล่ะชีวิตที่ต้องการ ทำงาน เจ้านายคุยรู้เรื่อง เพื่อนร่วมงานคุยรู้เรื่อง เฮ้ย มีคนคุยกับกูรู้เรื่องด้วย วันๆ คุยแต่เรื่องคอม สนุกมากมาย ระหว่างที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ประมาณ 3 เดือน มหาวิทยาลัยที่อเมริกาก็เริ่มตอบผลการสมัครกลับมา แล้วก็ fail fail fail fail แล้วก็ fail สรุปคือ สมัครไปตั้งหลายยู ไม่รับกูสักอัน ตอนนั้นก็ fail ตามผลไปด้วยนิดหน่อย แต่ยังดีที่มีงานทำมีความสุข ถ้าต้องนั่งเลี้ยงหลานแล้วเจอผลแบบนี่คง FAIL สุดตัว
อย่างไรก็ดี บางทีเราอาจจะยังไม่พร้อมก้าวต่อไป ป.ตรีเราคงไม่แรงพอ บางทีควรจะเรียนในไทยก่อน ก็เลยเริ่มสมัคร ป.โท ไปไทย แน่อน ใครๆ ก็จะไปจุฬา ก็ดูโน่นนี่นั่นเรียบร้อย กรอกใบสมัครใบจ่ายเงินพร้อม เจอวันจ่ายเงินวันสุดท้าย อ้าว แม่งวันอาทิตย์ แล้วกูจะไปจ่ายได้ไง ก็เลยปลงใจช่างแม่ง เพิ่งมาคิดได้ตอนหลังว่าวันอาทิตย์ธนาคารก็เปิดในห้าง แม่งเซ็งมาก โง่ซับโง่ซ้อนจริงๆ แต่มันไม่ได้มี ม.เดียว เรากลับมารังมดก็ได้ วิศวะคอมบางมดก็เก่งนะเว้ย แถมหลักสูตรอินเตอร์ด้วย ได้เรียนภาษาอังกฤษแม้อาจารย์ก็ไทยก็ตามทีเถอะ แต่ทุกอย่างทำเป็นภาษาอังกฤษหมด ก็สมัคร จ่ายเงิน สอบสัมภาษณ์ แล้วก็ได้เรียนสมใจ ยังคิดว่าถ้าได้มีโอกาสสอบสัมภาษณ์ตอนสมัครยูอเมริกาก็อาจจะได้ไปแล้ว จดหมายคงเขียนไม่ดี แต่ก็ไม่เป็นไร คิดซะว่าช่วยผู้ปกครองประหยัดเงิน (T_T) จากนั้นผมก็ได้เรียน ป.โท ที่บางมด จนกระทั้งจบนี่ล่ะครับ ระหว่าง ป.โท ยังมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำงานไป เรียนไป ทั้งโหด ทั้งมัน บางช่วงก็เครียดแทบตาย ขอเกริ่นไว้แค่นี้ก่อน แล้วมาเจอกันตอนต่อไปเร็วๆ นี้ในตอน ทำงานไป เรียนไป ทำยังไงให้จบภายใน 2 ปี สวัสดี