ประสบการณ์เรียน ป.โท พร้อมทำงานไปด้วย ให้จบใน 2 ปี!

ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ทุกวันนี้การจบ ป.ตรี มันธรรมดาเกินไปแล้วเพราะใครๆ ก็จบ ป.ตรี กันทั้งนั้น ไม่เหมือนกับยุคลุงๆ ป้าๆ ที่จบ ป. 4 ก็เพียงพอสำหรับการทำงาน ทางหนึ่งซึ่งจะทำให้ตัวเองขึ้นมาอีกระดับได้ก็คือการเรียนต่อ ป.โท แต่ด้วยเหตุผลด้านปากท้องก็มีความจำเป็นต้องทำงานไปด้วย ค่าเรียน ป.โท สมัยนี้ก็แสนแพง คนที่ต้องทำงานส่งตัวเองคงจะเข้าใจเรื่องนี้ดี ดังนั้นทางที่ดีก็คือ การเข้าไปแล้วรีบเรียนรีบจบ แต่บางหลักสูตรเขาก็ไม่ใช่ประเภทที่จ่ายครบจบแน่ ต้องฝ่าด่านตรวจมาตรฐานมากมาย บางทีถึงขนาดต้องส่งงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ งานก็เยอะ เรียนก็แยะ แล้วจะทำยังไงให้เรียนจบทันได้ตามหลักสูตรล่ะ วันนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์สุดหรรษาให้ท่านๆ ได้อ่านกันในเรื่อง การทำงานไป เรียน ป.โท ไป แล้วก็สำเร็จการศึกษาได้ภายในเวลา 2 ปี มันก็ทำได้จริงนะ แต่ก็หนักหน่อยแหละ :p

ก่อนจะเริ่มขอเล่าให้เห็นภาพก่อนว่า หลักสูตรที่ผมเรียนคือ ปริญญาโท วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นะครับ ทำทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษหมด และเวลาจบตามหลักสูตรก็คือ 2 ปี แต่ก็สามารถยืดเวลาต่อไปได้อีกถ้าจบไม่ทัน

ก่อนจะเริ่มเรียน ป.โท

แรกเริ่มเดิมทีผมว่าจะไปเรียนต่อ ป.โท ที่อเมริกา ถึงขั้นไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมเป็นปี แต่ด้วยความไม่พร้อมอะไรหลายๆ อย่าง ความจริงคือไปสมัครแล้วไม่มีใครรับนั่นเอง 555 เป็นเหตุผลที่ต้องล้มเลิกโครงการไป

แต่ด้วยความไฟแรงอยู่ ก็เลยอยากเลือกจะเรียนต่ออยู่ดี ช่วงรอความผิดหวังจากผลการสมัครเรียนที่ US ก็ไปสมัครงานเนื่องจากอยากจะออกไปเก็บประสบการณ์การทำงานจริงๆ บ้างแล้ว เรียนจบมาไม่ได้ทำงานเบื่อจะตาย รู้สึกชีวิตไร้คุณค่า ตอนนั้นเห็น Longdo.COM รับสมัครงานอยู่ก็เลยสมัครซะเลย แล้วก็ได้งานทำเป็นที่เรียบร้อย (ผมชอบ Longdo Dictionary มาก ทีแรกอยากเข้าไปทำไอ้นี่เนี่ยล่ะ แต่พอเข้าไปแล้วได้ไปทำ GIS (Geographic Information System) แทน ทีแรกไม่อยากทำเพราะรู้สึกไม่มีความรู้ แต่พอไปทำแล้วรู้สึก เออ แม่งเจ๋งโคตร การทำแผนที่นี่มันเล่นกับข้อมูลสนุกมากจริงๆ)

พอเข้าไปทำงานก็พบว่า นี่แม่งโคตรใช่ มีความสุขในการทำงานด้านคอมพิวเตอร์อย่างสุด ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้อยู่ท่ามกลางคนที่เก่งๆ แบบนี้มาก่อนเลย มีอะไรสนุกๆ และท้าทายให้ทำมากมายในช่วงนั้น ได้ประสบการณ์มาอย่างมาก

แล้ววันมหาวิทยาลัยที่อเมริกาเริ่มส่งผลการสมัครกลับมาก็มาถึง ได้รับอีเมล์ทีละราย ทีละราย ทุกราย ปฏิเสธ มันช่างเป็นอะไรที่เจ็บปวด แต่อย่างน้อยก็ยังดีว่าใบสมัครเราถูกส่งไปถึงอะนะ 555 (เฮ้อ!)

อย่างไรก็ดี ก็ยังคงจะพยายามต่อไป ไปเรียนนอกไม่ได้ก็ดีตรงที่บ้านจะได้ไม่ต้องเสียเงินมาก  เรียนไทยแทนเอาก็ได้ (เป็นความคิดว่าเกือบจะผิด เพราะเรียนไทยก็แพงไม่เบา) ทีแรกก็ว่าจะไปสมัครจุฬาฯ กรอกใบอะไรต่ออะไรเรียบร้อยหมดละ เห็น Deadline ชำระเงินเป็นวันอาทิตย์ ทีแรกก็ไม่เอะใจอะไร แล้วก็นึกขึ้นมาได้ ธนาคารมันปิดวันอาทิตย์นิหว่า ก็เลยไม่ได้ไปโอนเงิน นี่ก็โง่อีกดอก เพราะมารู้ทีหลังว่าธนาคารตามห้างมันเปิดวันอาทิตย์ แล้วก็เลิกล้มไปอีกแผน

สุดท้ายเลยตัดสินใจกลับบางมดก็ได้ แต่รอบบนี้กลับไปที่วิศวคอมพิวเตอร์ (ผมจบจากวิทยาการคอมพิวเตอร์ประยุกต์ฯ ตอน ป.ตรี) ก็เดินเรื่องอะไรต่ออะไรไปเรียบร้อยสวยงาม ตอนสอบสัมภาษณ์ก็เล่าให้อาจารย์ฟังเรื่องไปสมัครเรียนต่อไม่สำเร็จ อาจารย์ก็เข้าใจแล้วก็บอกเรียนที่นี่ก็ได้ เรียนแผน ก ทำวิทยานิพนธ์ ให้มีผลงาน แล้วค่อยไปลองใหม่ตอน ป.เอก มีลู่ทางเยอะแยะ ใจชื้นขึ้นมาหน่อย สุดท้ายก็ได้เรียน ป.โท ที่วิศวคอมฯ บางมด ดูวิชาที่จะได้เรียนแล้วก็ขนลุก อยากเรียนจนตัวสั่น ขาดหายจากเข้าห้องเรียนมานาน

เรียน ป.โท ปีที่ 1

เรียน ป.โท ปีแรกเป็นอะไรที่ค่อนข้างลำบากมาก เพราะต้องปรับตัวกับการดำเนินชีวิตแบบใหม่ที่..

  • ตื่น 8 โมง
  • ถึงที่ทำงาน 9 โมง
  • ออกจากที่ทำงาน 16:30
  • นั่งรถไฟฟ้าจากศาลาแดงถึงสยาม 17:00
  • นั่งรถตู้จากสยามไป ม. ประมาณ 30 นาที ถึง ม. ประมาณ 17:30
  • หาอะไรกินเป็นมื้อเย็นแล้วก็เข้ามานั่งรอเรียน
  • เรียนเสร็จ 21:00
  • ออกมานั่งรถเมล์กลับที่พัก นอน ประมาณ 4 ทุ่ม

วนเวียนแบบนี้ทุกวันที่มีเรียน สัปดาห์ละ 3 วัน ยังดีมี 2 วันได้ทำงานตามปรกติ ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ เอาไว้ทำการบ้านและไล่อ่านความรู้ที่เรายังไล่ตามเด็กวิศวะคอมฯ ไม่ทัน มันนเป็นการเรียน ป.โท แบบนี้ไม่มีเพื่อน เพราะไม่มีเวลาจะไปมีเพื่อน

เรื่องเวลานอน ถ้าคำนวณเวลาคร่าวๆ ถึงห้อง 4 ทุ่ม ตื่น 8 โมง ใช้เวลาเข้าออกจากที่พักวันละ 2 ชั่วโมง นั่นเท่ากับว่ามีเวลานอน 8 ชั่วโมง ซึ่งไม่เคยทำได้! สุดท้ายเหลือนอนวันละ 6 ชั่วโมงกว่าๆ ซึ่งผมปรกติจะเป็นคนนอน 8 ชั่วโมงถึงจะรู้สึกพอ ก็เลยต้องหาเวลานอนระหว่างวัน

หลักๆ มีอยู่ 2 จุดคือ แอบงีบหลังข้าวกลางวันที่ทำงาน 10 นาที โคตรมีค่า และนอนระหว่างนั่งรถตู้จากสยามไป ม. ซึ่งจะได้นอนอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ต้องคอยเปิด Google Maps ดูบนรถตู้ เพราะเคยมีวันที่นอนเกิน ตื่นมาบนถนนไม่คุ้น นั่งรถเลย ม. ไปซะงั้น

เทอมแรกโคตรสาหัสผมบอกเลย แต่ยังดีที่มีไฟ ก็ฝ่าฟันไปได้ หาทางปรับตัว อะไรไม่จำเป็น เช่น การดูหนังฝรั่งเพื่อฝึกภาษา ก็เลิกดูไปเลย ณ จุดนี้ ช่างหัวมันแล้วภาษาอังกฤษ

แต่ก็ต้องบอกว่ามีความได้เปรียบเด็กทั่วไปที่เรียนต่อทันทีหลายๆ อย่าง การได้ออกไปทำงานมาแล้วทำให้เราเข้าใจชีวิตจริง การเข้าหาคน เราปรับตัว ผมเห็นเด็กส่วนใหญ่ที่เรียน ป.โท ด้วยกันยังนั่งกดเกมส์กันอยู่เลย ผมก็เข้าใจว่าเขาคงจะมีเวลาล่ะเพราะเรียนอย่างเดียว ส่วนเราก็ได้แต่มองเพราะไม่มีเวลา แม้จะอยากเล่นบ้างก็ตาม

พยายามเปลี่ยนมุมมองอะไรหลายๆ อย่าง บางทีเร่งทำงานให้มันเสร็จไวๆ เพื่อจะได้มีเวลาเหลือจากเวลาปรกติที่วางเอาไว้ เพื่อที่ว่าจะได้เหลือเวลาเอาไปทำอะไรที่อยากจะทำบ้าง แล้วเวลาได้เวลาตรงนี้มา ก็จะบริหารและใช้มันให้ได้คุณค่ามากที่สุด ถ้าจะพักผ่อน ก็ต้องให้ได้รู้สึกถึงการพักผ่อนจริงๆ และต้องได้ประโยชน์ข้างเคียงมาทดแทนสิ่งที่เราเสียไปด้วยเสมอ เช่น การออกไป Shopping ก็ไปกับแฟน จะได้มีเวลาให้กันบ้าง ทำกิจกรรมที่มันเกิดการสนทนาและแลกเปลี่ยนมุมมองเยอะๆ หามุมที่เรายังพัฒนาได้อีก หรือทำกิจกรรมที่มันเกิดประโยชน์กับคนในครอบครัวโดยที่เรายังได้พักสมองด้วย

ช่วงใกล้สอบนี้หนักหนา เนื่องจากปีแรกยังไม่มีเพื่อน ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่อยากมี แต่เวลาไม่ตรงกัน จึงต้องฝ่าฟันทุกอย่างด้วยตนเอง ทำยังไงอะหรอ ลางานมาอ่านหนังสือสอบเลยครับ ช่วงใกล้สอบผมยื่นลาพักร้อนมานั่งหอสมุด หรือที่ไหนก็ได้ที่สงบ นั่งทำทุกแบบฝึกหัด อ่านเอกสาร ทำมันทุกอย่างที่จะทำให้เราเข้าใจบทเรียน

แต่บางวิชามันก็เหนือความสามารถจริงๆ สุดท้ายก็โดน B+ เทอมละตัวสำหรับปีแรก ไม่ได้น่าเกลียด แต่ก็เซ็งๆ นิดหน่อย เพราะรู้สึกว่าเราพยายามระดับสุดยอดแล้วนะ

พอดีว่าที่ภาควิชาจะมีกลุ่มอาจารย์ไฟแรงอยู่แล้วก็จะทำให้มีเด็กเก่งๆ มาจับอยู่กับแกเยอะ ผมก็พยายามจะเข้าไปหา เอาจริงๆ ก็เข้าไปหาได้ล่ะ แต่ไม่มีเวลามากกว่า ทำให้ไม่ได้สนิทเท่าที่ควร อาจารย์ก็ถามว่าจะทำวิทยานิพนธ์ไหม มีทุนให้นะ ตอนแรกผมให้ที่บ้านจ่ายค่าเทอมให้ เพราะที่บ้านเนี่ยแหละตัวบอกให้มาเรียน ตกเทอมละเกือบ 40k ตอนแรกไม่รับเพราะกลัวภาระผูกพันธ์ รู้สึกทำงานดีกว่า

แต่พอมาถึงเทอม 2 เรียนวิชา Search Engine ได้ทำโปรเจกต์ เกิดปัญหากับการตัดคำภาษาไทย ค้นแล้ว ค้นอีก ทำไมมันไม่มีคนเขียนโปรแกรมตัดคำภาษาไทยที่มันแม่นๆ เลยนะ ซึ่งเหตุผลก็คือ ภาษาไทยมันซับซ้อนไงล่ะ งั้นเอามาทำเป็น Thesis เลยก็ละกัน เพราะพอมีไอเดียในหัวแล้วว่าจะทำยังไงดี ถามอาจารย์ที่สอน อาจารย์แกก็เอาด้วย ก็เลยตกลงกันกลายเป็นอาจารย์ปรึกษาวิทยานิพนธ์ แล้วก็ไปติดต่อขอทุนเรียนต่อในปีที่ 2 จะได้ไม่ต้องเสียเงินซะที

เปลี่ยนงานเพื่อเรียนต่อ

ความจริงไม่มีอะไรผิด ไม่มีใครว่าอะไร (รึเปล่า?) ตอนอยู่ Longdo ที่ผมเลิกงานก่อน และลายาวๆ ในช่วงใกล้สอบ เพราะผมก็ยังทำงานความสุดความสามารถและยังมีงานส่งอยู่เรื่อยๆ อาจจะช้ากว่าช่วงที่ได้ทำงานเต็มที่หน่อย

แต่ส่วนตัวผมเองนี่ล่ะที่รู้ตัวว่าไม่สามารถทำงานได้เต็ม 100% อย่างที่เคย อีกทั้งยังเกิดเหตุการณ์ผิดปรกติที่บ้านทำให้ต้องกลับมาดูแลงานที่บ้านด้วย ส่งผลให้ต้องบอกขอทำงานน้อยลงที่ Longdo แล้วมาอยู่ทีบ้านเป็นบางวัน แล้วก็เริ่มรู้สึกผิด เพราะที่ทำงานส่วนใหญ่เขาก็ทำงานเต็มที่กันตลอด แต่ดูเราซิ ควรจะทำได้ดีกว่านี้นะ

จึงเริ่มมองหางานที่มันมีความยืดหยุ่นมากกว่านี้ ช่วงนั้นก็ถามอาจารย์ว่ามีงานไหนที่แบบชิลๆ เงินเบาหน่อยก็ได้ แต่ต้องให้ผมมาเรียนได้อย่างเต็มที่นะ จะลามาตอนไหนก็ได้ที่อยากจะมา ทีแรกก็มีบ้างแต่รู้สึกยังไม่โดน จนกระทั้งมีรุ่นน้องกลุ่มหนึ่งที่อาจารย์แกส่งไปแข่งขันชนะกันมามาหลายสนามและผลักดันจนตั้งบริษัทขึ้นมาได้

น้องๆ ก็มาชวนว่าสนใจจะทำงานกันไหม มีน้องคนนั้นคนนี้จะมาร่วมงานด้วย ตัวผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ Social Network Monitoring และบริษัทก็เพิ่งก่อตั้งเลย ผมก็เห็นว่า เฮ้ย! นี่มันงาน Big Data นิหว่า แล้วก็ เฮ้ย! นี่มันทีมเด็กเทพ เหมือนเป็นการฟอร์มทีมที่มีแต่คนเก่งๆ มาเจอกัน เรื่องอะไรจะไม่เอา

ต่อรองเงินเดือนกันไปเรียบร้อย แม้จะไม่ถึงเป้าที่คาดไว้ แต่ก็แลกกับความยืดหยุ่นที่มากขึ้น แล้วสุดท้ายก็บอกลาเจ้านายที่ Longdo บริษัทแรกที่ได้ทำงานด้วย รู้สึกดีใจและเสียใจไปพร้อมๆ กัน ไม่น่าเชื่อว่าเวลาแค่ 1 ปีครึ่ง จะทำให้เรามีความผูกพันธ์กับองค์กรหนึ่งๆ ได้มากมายถึงขนาดนี้ ทุกวันนี้ก็ยังเก็บ Connection ดีๆ เอาไว้ ซึ่งก็ต้องขอบคุณพี่ๆ มากจริงๆ

แล้วในที่สุดก็มีเริ่มงานอย่างเป็นทางการกับ Insightera ตอนเดือน กันยายน (แอบเหยียบเรือสองแคมมาถึง 3 เดือน มีความรู้สึกผิดอยู่ แต่ก็ช่วยไม่ได้จริงๆ)

เรียน ป.โท ปี 2 เทอม 1

เป้าหมายของการเรียนเทอมนี้คือการสอบ Proposal Thesis ให้ผ่าน โดยเนื้อหาที่จะต้องทำให้เรียบร้อยก็คือ Introduction, Related Works, Proposed Method.

เป็นโชคดีที่ผมเลือกหัวข้อที่ผมมีลู่ทางอยู่แล้วว่าจะจัดการอย่างไรกับมัน แต่ทีต้องไปทำอย่างดีก็คือการไปตามอ่านงานของคนอื่น อ่านไปมากมายหลายสิบฉบับ สรุปเหลืออยู่ไม่กี่งานที่จะนำมาใช้อ้างอิงอย่างจริงจัง แล้วก็โชคดีชั้น 2 ที่ยังไม่มีงานไหนเอาไอเดียแบบเดียวกันไปใช้ซะก่อน

จากนั้นจึงเริ่มเขียนเล่มแบบเป็นภาษาอังกฤษ นี่เป็นงานแรกที่ต้องเขียนรายงานแบบเยอะๆ เป็นภาษาอังกฤษ ตอนแรกก็เหนื่อยครับ เหนื่อยมากเพราะว่าไม่เคยทำมาก่อน พอทำไปสักพัก เริ่มจับทางได้ก็ชินไปเอง

เหตุการณ์ใกล้เคียงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็คือที่ทำงานใหม่ เนื่องจาก บ. ยังเพิ่มตั้งใหม่ ยังไม่มีที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง แถมพนักงานส่วนใหญ่ก็เพิ่งเรียนจบ ป.ตรี แล้วก็เรียนต่อ ป.โท กัน หลักๆ แล้วจึงนั่งทำงานกันอยู่ที่ห้องแลปที่ภาควิชาฯ นั่นแหละ ผมก็สบายเลยงานนี้อยู่ ม. ตั้งแต่เช้ายันดึก จะคุยกับอาจารย์ก็สะดวก จะเรียนก็สบาย เรียกได้เลือกเส้นทางมีถูกต้องที่สุด ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ จริงๆ

ตอนนี้เหลือต้องเรียนอีก 3 ตัว แต่กลัวจะรับโหลดไม่ไหวก็เลยเลือกลง 2 ตัวแทน เอาเวลาที่เหลือไปทำ Thesis ขั้นตอนการทำ Thesis คร่าวๆ นั้นดูเหมือนง่าย แต่ทุกอย่างต้องผ่านอย่างสมบูรณ์แบบ และมันมีความยากในแต่ละขั้นตอนของมันอยู่ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ได้แก่..

  1. เลือกหัวข้อ หาอาจารย์ที่ปรึกษา
  2. ศึกษางานคนอื่น
  3. วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ที่ได้เรียนรู้ที่ได้ศึกษา
  4. พัฒนาวิชาการของตัวเอง
  5. ออกแบบวิธีการทดลอง
  6. หาทรัพยากรที่ต้องใช้ในการทดลอง
  7. พัฒนาเครื่องมือสำหรับการทดลอง
  8. ทำการทดลองและเก็บผล
  9. สรุปผลการการทดลอง
  10. เขียนเล่ม
  11. ท้ายที่สุดคือการส่งเล่มให้ผ่านมาตรฐานของคณะฯ และมหาวิทยาลัย

ส่วนอันที่ผมเรียนแผน ก จะต้องตีพิมพ์งาน International Conference ด้วย

สำหรับเรื่อง Thesis สุดท้ายก็สามารถฝ่าฟันเขียน Proposal จนผ่านได้โดยไม่ได้ยากนัก เพราะผมก็ตั้งใจอ่านงานก่อนๆ และมีโลจิกการเขียนโปรแกรมที่ดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว จึงออกแบบวิธีการแก้ปัญหาที่ดูค่อนข้างสมเหตุสมผลได้ในทันที

อย่างไรก็ดี เล่ม Proposal นี่ก็เล่นเอาแทบแย่เหมือนกันนะ เพราะอย่างที่เคยบอกว่าไม่เคยเขียนรายงานเป็นเล่มๆ โดยใช้ภาษาอังกฤษมาก่อน

จริงๆ เทอมนี้มีอีกอย่างนึงที่ต่างไปจากเดิมก็คือมีเพื่อนเรียน ป.โท แล้วนะครับ ซึ่งนั่นก็คือพวกน้องๆ ที่ทำงานที่บริษัทเดียวกันนั่นแหละ เรียนวิชาเดียวกันติวด้วยกัน ได้ A ไปด้วยกัน

เรียน ป.โท ปี 2 เทอม 2

เทอมนี้เป็นเทอมสุดท้ายสำหรับการเรียน ป.โท ตามหลักสูตร แล้วก็ตามที่ทุนจะครอบคลุมไปถึง ถ้าเรียนไม่จบเทอมนี้ก็ต้องจ่ายค่าเรียนเองแล้ว และด้วยความงก ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด จึงต้องฝึกการแบ่งเวลาให้ดีขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เทอมนี้เหลือเรียน 1 ตัว ต้องทดลองให้เสร็จและเขียนเล่มให้เสร็จ รวมถึงต้องส่ง Paper เข้า International Conference ให้ได้ 1 ฉบับ
(Conference เป็นงานประชุมที่นักวิชาการจะนำผลงานทางด้านงานวิจัยร่วมกัน โดยในระดับ International นั้น จะนำเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งจะมีชาวต่างชาติมาร่วมนำเสนอผลงานด้วย)

ผมเลือกไปตีพิมพ์ที่ ECTI-CON 2016 ความจริงเนื้องานที่ผมทำไม่ได้ตรงกับธีมงานซึ่งเป็น Electronics โดยตรง แต่ก็ยังโชคดีที่มีหัวข้อ Information Technology อยู่ก็เลยแอบแวบเข้าไปทางนั้น Paper Submission Deadline อยู่วันที่ 31 มกราคม นั่นหมายความว่า ทุกอย่างต้องทำเสร็จแล้ว ต้องมีโปรแกรมที่ใช้งานจริงและเก็บผลการทดลองมาได้

ทีนี้ก็เร่งสุดแรงเลยครับ เปิดเทอมมาลุยแหลก Implement ไอเดียแล้วลงมาเป็นโปรแกรมจริงๆ รวมถึงเก็บผล ไม่ต้องมีกันแล้ววันหยุด ปีใหม่หรอ นั่งเขียนโปรแกรม นั่งทำ Corpus เอามาทดลองความแม่นยำของโปรแกรม เขียนโปรแกรมเหนื่อยๆ พักผ่อนด้วยอะไรดีล่ะ เขียน Paper ไงล่ะ พอเขียน Paper ไม่ไหวแล้วทำไง ก็กลับไปเขียนโปรแกรมต่อให้เสร็จซิครับ 555

เทคนิคดีๆ ที่เอามาใช้ ณ จุดนี้เรื่องการเขียน Paper ก็คือไป Copy เนื้อหาจาก Proposal เอามาใส่ เสร็จแล้วก็เอามานั่งเกลาๆ ให้มันอยู่ในรูปแบบของ Paper ไม่ว่าจะลำบากขนาดไหน สุดท้ายก็ยังเขียนเสร็จทันจนได้ หนึ่งสัปดาห์ก่อน Deadline ผมส่ง Paper ที่เขียนเองไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วยดู แล้วอาจารย์ก็แก้มาให้มากมายก็เอามาเขียนต่อจนถึงวันสุดท้ายจริงๆ จึงจะส่งเข้าไปที่งาน ยังจำได้เลยว่าวันสุดท้ายที่บ้านผมจะเลี้ยงวันเกิดแม่ล่วงหน้าก็เลยนัดให้ผมไปลงกลางทางก่อนถึงกรุงเทพฯ ผมก็ไปนั่งที่ Starbucks ซื้อกาแฟแก้วนึง แล้วก็เปิดคอมนั่งตรวจ Paper อยู่ในร้านจนแบตแทบหมด ถึงได้ส่ง Paper ออกไปได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ไปกินเลี้ยงกับครอบครัว รู้สึกเหมือนได้เลี้ยงตัวเองไปในตัว 555

คุณรู้ไหมครับ เรื่องที่เจ็บปวดที่สุดคืออะไร งาน Conference เขาประกาศเลื่อน Deadline ไปเป็นเดือนหน้า! ผมนี่โอโหมาก ไอ้เราก็เร่งแทบตายแล้วก็มาเลื่อนกันแบบนี้ ทำร้ายกันหนักมาก แต่ก็เอาน่ะ

พอส่ง Paper เข้างาน ECTI-CON ไปแล้วก็รู้สึกโล่งอก เข้าสู่สภาวะขี้เกียจไปเป็นเดือน ย้ายเนื้อหาจาก Paper เอามาใส่เล่ม Thesis เล่มสุดท้ายอีกรอบ เพราะว่าเนื้อหารอบนี้อย่างน้อยได้ขัดเกลามาแล้วด้วย ช่วยให้ตัวเล่มคืบหน้าไปได้อย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนที่ยังไม่ได้ทำในบทท้ายๆ ได้เขียนไปหมดแล้วใน Paper

ผมกลับมาทำเล่มจริงจังอีกทีตอนปลายเดือนมีนาคม ตอนที่เริ่มรู้สึกว่าต้องรีบแล้วนะ ไม่งั้นเดี๋ยวเล่มจบจะมีปัญหาเสร็จไม่ทันสอบ รอบนี้ผมได้เพิ่มการทดลองเข้าไปอีก 1 อย่างก็คือทดสอบความแม่นยำกับข้อความจริงๆ บน Social Network งานต้องมานั่งตัดคำเอง จัดไปซิครับหยุดสงกรานต์ นั่งทำ Corpus ไปหนึ่งหมื่นคำ แทบแย่ พอทำเสร็จก็เอาไปเก็บผลการทดลองแล้วก็เขียนเล่มต่อจนเสร็จ

ระหว่างนั้นก็เริ่มมองหากรรมการคุมสอบเพราะเห็นว่า เรานี่ต้องจบแน่นอนละ ผลงานและรูปเล่มพร้อมสำหรับการสอบจบแล้ว โดยกรรมการคุมสอบมีทั้งหมด 5 ท่าน เป็นกรรมการในภาคฯ 3 ท่าน แต่ความยากมันอยู่ที่.. ต้องมีกรรมการนอก 2 ท่านด้วย ซึ่งต้องจบ PhD ด้วย และต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ด้วย เป็นโชคดีของผมที่เจ้านายที่ Longdo ก็ทำเรื่องการตัดคำภาษาไทยมาก่อน ก็เลยได้แล้วหนึ่งคน แล้วก็มีอาจารย์ที่ผมสนิทด้วยอีกคนที่ทำ Machine Learning ซึ่งมีส่วนเกี่ยวโยงกับงานผมด้วยนิดหน่อยก็เลยขอให้ทั้ง 2 ท่านมาช่วยเป็นกรรมการสอบที่เป็นบุคคลภายนอก

หลังจากนั้นก็แก้เล่มอย่างต่อเนื่อง แล้วก็มาทำสไลด์ควบคู่กันมาเรื่อยๆ ความโหดมันอยู่ตรงที่ ECTI-CON ประกาศผลว่า Paper ผมผ่านเข้า Conference ได้ และต้องส่ง Paper ครั้งสุดท้ายภายในวันที่ 22 พ.ค. ส่วนผมต้องสอบ Defence วันที่ 23 พ.ค. ดังนั้นจะต้องทำทั้งสองอย่างให้สำเร็จภายในเวลาที่กำหนด

เนื่องจาก Presentation ทำมาเรื่อยๆ แล้ว เหลือแค่เอามาตบเนื้อหาให้มันเข้าที่ผมเก็บเอาไว้ก่อน แล้วมาตามแก้เนื้อหา Paper ตามที่ Reviewer ส่งกลับมาให้ เป็นความพลาดที่ขี้เกียจแก้ไป 1 สัปดาห์ ทำให้งานทั้งสัปดาห์มากระจุกช่วงใกล้สอบ

จุดนี้จะไม่สาหัสขนาดนี้ถ้าผมเลือกจะทำเล่มพร้อมกับแก้ Paper ไปพร้อมๆ กัน สุดท้ายก็ทำ Paper สำเร็จและส่งไปวันที่ 21 หนึ่งวันก่อน Deadline แล้วเริ่มทำ Presentation หลังจากนั้น ทำเสร็จก็เริ่มซ้อม Present และโชคดีอาจารย์ที่สนิทด้วยของผมมาช่วย Comment ก่อนวันสอบจริง (วันรุ่งขึ้น) กว่าจะแก้และซ้อมทุกอย่างเสร็จก็ดึกดื่น

วันสอบก็ไปเอาขนมกล่องที่สั่งเอาไว้เลี้ยงกรรมการ มาถึงวันนี้ก็ยังคงสงสัยมากว่าทำไมภาควิชาไม่ทำ ทำไมเด็ก ป.โท ที่โคตรจะยุ่งต้องมาทำงานนี้ ตอนเช้าแล้วก็วิ่งเข้าไป ม. สภาพแบบนอนไม่พอ นี่เป็นจุดผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุด ถ้าย้อนเวลาได้จะเลือกนอนแล้วค่อยมาซ้อม Present ตอนเช้าแทน ตอนสอบต้องบอกเลยว่าพูดไปตามที่ตั้งใจไว้นั่นล่ะ เพราะเตรียมมาแบบนั้น ด้วยความที่ได้ศึกษาข้อมูล และการทดลองก็ทำมาตามขั้นตอนหมดก็เลยไม่มีปัญหาอะไร

จนกระทั้งช่วงถามตอบ เวลาคนเรานอนไม่พอ ความว่องไวของสมองจะลดลงอย่างแรง สุดท้ายวันนั้นต้องบอกว่าตอบคำถามได้ “โง่” มาก คือไม่มีไหวพริบเลย คือการสอบจบมันไม่ใช่การสัมภาษณ์เข้างานที่เวลาไม่รู้ก็บอกไม่รู้ มันควรจะหาสิ่งที่ใกล้เคียงกันมาเชื่อมโยง แต่วันนั้นสมองมันไม่วิ่ง สุดท้ายก็เลยถลอกทั้งตัว ต้องขอบพระคุณกรรมการและอาจารย์ที่ปรึกษาจริงๆ ที่นอกจากจะให้ผมผ่านมาได้แล้วยังช่วยตอบคำถามบางคำถามแทนให้ได้ นึกๆ แล้วก็เศร้าใจว่าตัวเองน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ก็นะเรื่องมันผ่านไปแล้ว

สุดท้ายวันนั้นก็วิ่งเอกสารแบบเมาๆ และมีเอกสารอย่างหนึ่งที่ยากสุดและผมพลาดไป ก็คือต้องมีลายเซ็นของคณะกรรมการทุกคน ตอนหลังต้องมาตามล่า ซึ่งยากมาก

ต่อมาเป็นเรื่องของการไปงาน Conference ความจริงเอกสารอะไรผมส่งไปเรียบร้อยหมดแล้วล่ะ แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่ผมรอผลอยู่ก็คือ Student Travel Grants หรือทุนให้เป็นค่าเดินทางสำหรับนักศึกษาที่เข้าเสนอผลงานใน Conference โดยเงื่อนไขที่น่ากลัวแต่เป็นเรื่องดีของทุนนี้ก็คือ จะต้องทำ Poster นำเสนอผลงานไปยืน Present ในช่วงการจัดงานด้วย ความบ้าบอมันเกิดตอนที่ว่าเพิ่งมาประกาศผู้ได้รับทุนวันที่ 21 และงานเริ่มวันที่ 28 ที่เชียงใหม่ นั่นแปลว่าผมต้องทำ Poster ขนาด A0ให้เสร็จในวันที่ 27 ผมนี่แทบช็อค

ทีแรกนึกว่าจะอดเงินแล้วเลยวางตัวชิลๆ เพราะว่าเขาบอกว่าจะประกาศผลวันที่ 8 นี่ประกาศช้ามา 2 สัปดาห์ แต่ตอนนี้กลายเป็นอารมณ์โกรธมาก ทำไมมาบอกกระชั้นแบบนี้ แต่ก็ต้องทำให้ได้อะนะ เพื่อเงิน 5,000 บาท ทั้งสัปดาห์นั้นก็นั่งทำแต่ Poster เลยครับ หาแบบ วาง Outline เปิด Photoshop ลอกแบบของชาวบ้านมาเป็นของตัวเอง

สุดท้ายวันที่ 27 วันที่ต้องทำเสร็จแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ จึงต้องลางานมานั่งทำต่อที่หอสมุด เกิดเหตุไม่คาดฝันอีก ก็คือผมลอง Export ออกมาเป็น PDF แล้วดันไม่ได้กด Save as Copy สิ่งที่ Photoshop ทำก็คือ มันเปิดไฟล์ PDF ให้ผมทำงานต่อ แต่ผมดันไม่รู้ สุดท้ายตอนเดินย้ายที่ทำงานเนื่องจากหอสมุดปิด 5 โมงเย็นช่วงปิดเทอม เปิดมาอีกที ทำไมไฟล์มันเล็กวะ เปิดมาอีกที เฮ้ย ทำไมเหลือ Layer เดียววะ!! งานเข้าซิครับ แถมยังมีจุดที่ยังต้องแก้อีกแล้ว จังหวะนั้นนี่แทบร้องไห้ละ บอกเลยว่าถ้าผมไม่ได้ถนัดเรื่องคอมนี่ตอนนั้นคงทุบคอมทิ้งไปละ ยังดีที่ใช้ OS X มี Time Machine ให้ใช้ จึงทำการกู้ไฟล์ล่าสุดที่ Time Machine เก็บเอาไว้กลับมาแก้อีกรอบ แม้มันจะไม่สดใหม่ล่าสุด แต่ก็ยังดีที่ไม่ต้องเริ่มใหม่แต่ต้น

จากนั้นก็รีบไปร้านปริ้นโปสเตอร์ขนาด A0 เจอเข้าไปแผ่นละ 400 บาท แต่ก็นะ เป็นกระดาษมัน พอเห็นโปสเตอร์แล้วก็รู้สึกชื่นใจสุดๆ แบบว่าเหนื่อยมากนะกว่าจะได้แผ่นนี้มา เนื่องจากร้านไม่มีปลอกโปสเตอร์ให้

เรื่องบ้าๆ ก็เกิดขึ้นอีกหลังจากปริ้นเสร็จ ผมเดินกลับไปที่มอเตอร์ไซต์ เห็นฟ้ามืดมาเชียว ฝนคงกำลังจะตก พี่ที่ทำงานโทรมาบอกว่าโปรแกรมมีปัญหา จำไม่ได้ละเรื่องอะไร แต่จำได้แค่ว่า “ผมจะต้องรีบขับรถกลับบ้าน อีกชั่วโมงค่อยคุยกัน” ผลปรากฏว่าระหว่างที่รีบขับรถกลับบ้าน โทรศัพท์มือถือก็สั่นไปทั้งทางเลยครับ รถก็รีบขับ ฝนก็จะตก ผมก็กังวลโปสเตอร์จะเปียก ถึงโค้งเข้าคอนโด ฝนกระหน่ำลงมาเลยครับ ผมนี่รู้สึกโคตรโชคดี รีบเอารถจอดในที่ล่ม เอาโปสเตอร์สุดรักมาดูว่ายังรอดใช่ไหม แล้วก็รีบโทรศัพท์กลับไปเคลียร์ปัญหาที่ทำงาน เสร็จแล้วขึ้นห้องไปหาปลอกใส่โปสเตอร์ เก็บกระเป๋า วันรุ่งขึ้นเดินทางไป Conference เรื่องการผจญภัยในงาน Conference ครั้งแรกนี่เก็บไว้เล่าได้อีกเรื่องนึงเลย เจออะไรเยอะมากจริงๆ ตามไปอ่านกันได้ที่นี่ ไปงาน Conference ครั้งแรก

ข้ามกลับมาเรื่อง Thesis เนื่องจากมันยังเหลือเล่มที่จะต้องแก้ให้สมบูรณ์อีก เวลา 60 วันหลังจากวันสอบ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมขอจัดให้เป็นช่วงที่ทรมานที่สุดของการทำวิทยานิพนธ์เลยก็ว่าได้ ทำไมอะหรอ? เพราะว่ามันไร้ซึ่งกำลังที่จะทำแล้วน่ะซิ คือตอนนั้นเหมือนทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว สอบจบแล้ว ไป Conference เรียบร้อย แต่จริงๆ เปล่า มันยังเหลือเล่มที่ต้องแก้ สุดท้ายผมต้องเปิดโหมด Don’t Break the Chain เพื่อบังคับตัวเองให้เปิด Thesis มานั่งแก้ทุกวัน แต่รอบนี้ใช้แอพ Rewire จะได้ไม่ต้องมานั่งเขียนลงกระดาษ แถมมา Notification ขึ้นมาเตือนทุกคืนด้วย

ช่วงนั้นก็เลยมีงานคืบหน้าวันละนิดหน่อยทุกวัน สุดท้ายก็ทำเสร็จ แต่ก็ยังติดปัญหาต้องมีคนตรวจภาษา ก็หาทางโน้นทางนี้จนสุดท้ายก็หาได้แล้วก็ส่งตรวจไปเรียบร้อย นอกจากนั้นยังเจอปัญหาสุดช็อคอีกเรื่อง ที่ผมติดเอาไว้ก่อนหน้านี้ ก็คือใบหน้าปกต้องมีลายเซ็นกรรมการทั้ง 5 คนด้วย ทำไงล่ะครับ ตามล่าลายเซ็นอะซิครับ กลับไปตามหาลายเซ็นกรรมการ ทำให้เป็นอีกครั้งที่ได้ที่ได้ไปที่บริษัท Longdo อีกครั้ง ไปเจอเพื่อนร่วมงานคนเก่า ไปแลกเปลี่ยนไอเดีย เสร็จแล้วก็ตามล่าลายเซ็นอาจารย์ที่ ม. ต่อ เรื่องสุดโหดของกรณีนี้คือช่วงนั้นเป็นวันหยุดยาว และพี่ที่ช่วยดูแลเดินเอกสารให้ผมก็ดันมาลาทั้งสัปดาห์ ในขณะที่ยังเหลือลายเซ็นกรรมการอีกหนึ่งท่านที่ผมติดต่อไม่ได้ สุดท้ายต้องฝากพี่อีกคนช่วยเดินเรื่องเอกสารต่อให้ แล้วสุดท้ายก็ได้ลายเซ็นสุดท้ายมาวันสุดท้ายพอดี ผมนี่ หัวใจจะวาย นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จะทำอะไรที่ต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ให้รีบดำเนินการโดยเร็ว เผื่อสถาการณ์ไม่คาดฝันเอาไว้เสมอ

วิทยานิพนธ์เฮือกสุดท้าย

หลังจากได้เล่มตีกลับมาจากคณะเรื่องการแก้ไขรูปแบบให้เรียบร้อย แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในคณะและเปลี่ยนแปลงรูปแบบเล่มอีก จึงจำเป็นต้องเอามาแก้ ก็เซ็งๆ แต่ก็แก้เรียบร้อยไปละ

หลังจากเล่มผ่านคณะไปถึงส่วนกลางของ ม. ก็ได้รับ SMS มาบอกว่าให้รับเล่มไปแก้ครั้งสุดท้าย ก็มีให้แก้บรรณานุกรมนิดหน่อยให้เขียนให้ครบถ้วน แต่ที่ช็อคที่สุดคือแต่ละย่อหน้าให้ห้างกัน 2 บรรทัด ตอนแรกผมเว้นไป 1.5 ทีนี้ก็เลื่อนทั้งเล่มซิครับ ก็นั่งทำไปซิ ก่อนหน้านี้จัดไว้สวยๆ รูปเอยอะไรเอยเลื่อนหมด โชคดีที่ใช้ฟีเจอร์ทำสารบัญอัตโนมัติของ Microsoft Word สุดท้ายก็ทำเสร็จออกมาดีไม่มีปัญหาอะไร

แล้วก็ได้รับข่าวดีอีกข่าวก็คือ ยังมีโอกาสรับปริญาทันปลายปีนี้ถ้าส่งเล่มทันวันที่ 26 สิงหาคม หลังจากแก้อะไรเรียบร้อยก็เอาเล่มไปส่งอีกทีวันอังคาร ซึ่งมันเป็นวันที่เยอะจริงๆ เยอะจนผมเขียน Blog ได้อีกเรื่องเลย อยากรู้เกิดอะไรขึ้นตามไปอ่านที่ 23 สิงหาคม วันแห่งความสำเร็จที่ต้องทุ่มสุดตัว

อย่างไรก็ดี สุดท้ายก็ไรท์แผ่น CD ปริ้นต้นฉบับ ส่งภาค ส่ง ม. ที่ช็อคก็คือวันที่ 26 คือส่งเล่มปกหนาๆ นะ ไม่ใช่เล่มต้นฉบับนะ ม. เขาไม่ได้ทำปกให้เรา ทำให้รู้สึกผิดเลยที่ไม่ได้รีบมาตั้งแต่วันจันทร์ ก็เลยต้องไปตามหาร้านทำปกแข็ง

ความสนุกมันมาอยู่วันที่ 26 นี่ล่ะ ผม “ได้ยินว่า” พี่ที่รับเล่มบอกว่าต้องส่งเล่มก่อนเที่ยง เพราะว่าเล่มจะต้องเอาไปให้อีกสำนักงานเดินเรื่องก่อนถึงจะเสร็จได้ทัน ผมก็บอกร้านถ่ายเอกสารไปแล้วล่ะ รับปากไว้ดิบดี ตอน 9:30 ผมอยู่หน้า 7-11 โทรมาบอกว่า เล่มได้ช้าหน่อยได้ไหมคะ พระเจ้า! บอกไปแล้วไม่ใช่หรือต้องไปก่อนเที่ยง แน่นอน ผมปฏิเสธและบอกว่า ต้องให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายผมก็ไปนั่งรออยู่ร้านถ่ายเอกสารยันเกือบเที่ยง ระหว่างนั่งรอดูเวลาเลื่อนไปก็ลุ้นซะแทบบ้า ร้านถ่ายเอกสารมันเอาเล่มไปให้อีกร้านหนึ่งทำ แล้วร้านนั้นมันทำช้าหรือไงไม่รู้ ยังดีที่พนักงานดูแลดี ตอนเวลาสัก 11:30 พนักงานก็บอกว่า พี่ๆ เดี๋ยวหนูจะรีบไปเอาเล่มมาให้นะ แล้วก็ขับมอเตอร์ไซค์ออกไป ไอ้ผมนี่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งลุ้นจะทันเที่ยงไหม สุดท้ายพนักงานกลับมาตอนประมาณ 11:45 ได้เล่มยังมีตัวหนีบสันกาวอยู่เลย ผมก็วิ่งสุดแรงเข้าไปส่งเล่ม สุดท้ายก็ส่งเล่มทันเวลาแบบฉิวเฉียด

จากนั้นก็เดินออกมาหน้า ม. เข้าร้านถ่ายรูปถ่ายรูปชุดครุย ถ่ายเสร็จ อ.โทรมาชวนไปกินข้าว ฝากอาจารย์สั่งข้าว เดินไปร้านถ่ายเอกสารบอกเรียบร้อยแล้ว ดีใจกันใหญ่ ก็ต้องขอบคุณร้านถ่ายเอกสารที่ช่วยดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่ที่ดีใจสุดก็กูนี่ล่ะจะบอกให้ 555

เสร็จแล้วก็เดินไปกินข้าวอย่างสบายใจ กินข้าวเสร็จไปรับรูป ปริ้นใบยื่นขอจบ ส่งกับสำนักทะเบียน แล้วก็ออกเดินทางกลับไปทำงานต่อ แล้วก็ถึงจุดสิ้นสุดของการต้องดิ้นรนกับการทำวิทยานิพนธ์

ตอนนี้นี่กำลังเขียน Blog อยู่ก็เห็นชื่อตัวเองปรากฏอยู่ในรายการผู้เข้ารับปริญาปลายปีแล้ว และนั่นก็แปลว่า ผมได้เรียบจบ ป.โท เรียบร้อยแล้วครับ

สรุปได้อะไรจากการเรียน ป.โท

สำหรับผมสิ่งที่ได้จากการเรียน ป.โท ในฝั่งวิชาการมันช่วยให้เรามองเห็นว่าวิชาต่างๆ ที่มันยากๆ ที่เรียนกันตอน ป.ตรี สุดท้ายแล้วมันถูกเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรในโลกวิชาการ ผมกล้าบอกเลยว่าทุกอย่างที่เรียนมา มีประโยชน์หมด เพียงแต่มันจะหยิบโน่นนิดนี่หน่อยออกมาใช้ ไม่ได้ต้องไปแก้โจทย์บ้าพลังอย่างที่เจอกันในข้อสอบตอน ป.ตรี

อีกอย่างที่ได้เรียนรู้และมีประโยชน์มากจากการเรียน ป.โท คือการออกแบบการทำวิจัย การทำวิจัยคือการบุกเบิกทดลองสิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อน คำถามคือ แล้วเราจะวัดผลได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราคิดมานั้นมันถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่ต้องหาทางทำให้ได้ และทำอย่างมีหลักการเหตุผลด้วย ซึ่งมันจะปรับวิธีการคิดของเรา จากคนที่ได้รับสารอะไรมาก็เชื่อหมด กลายเป็นคนที่ต้องตั้งข้อสังเกตอยู่เสมอ แม้กระทั่ง Paper งานวิจัยยังมีมั่ว ดังนั้นได้อะไรมาต้องพิสูจน์ก่อนนำมาอ้างอิงหรือใช้งานจริง

แต่ความรู้ทางด้านวิชาการเปรียบไม่ได้เลยเมื่อเทียบกับทักษะการจัดการบริหารชีวิต เราจะบริหารเวลา บริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างไร เราจะบังคับใจเราให้มันทำในสิ่งที่ควรทำ ณ เวลานั้นๆ ได้อย่างไร ใจต้องถึง วินัยต้องแข็ง ถึงจะแกร่งพอที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้สำเร็จขึ้นมาได้

ในเวลาที่ทุกอย่างถาโถมเข้ามา ผมอยากให้ทุกท่านมีสติ อย่าตื่นตระหนกไปกับมัน ลองถอยออกมาหนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว ออกมามองให้เห็นว่า แท้จริงแล้วปัญหาเกิดจากอะไร ปรึกษาเพื่อน ปรึกษาอาจารย์ ดูซิว่าสถาการณ์ตอนนี้มีทางออกไหนที่จะพอเป็นไปได้บ้าง แล้วจะต้องเสียสละอะไรบ้างเพื่อจะให้งานลุล่วง ถ้ามันต้องทำ ก็จงรีบทำรีบดำเนินการ แล้วกลับมาทบทวนด้วยว่า สิ่งที่ลงมือทำไป ถูกต้องหรือผิดพลาดอย่างไรบ้าง เพื่อที่ครั้งหน้าจะได้รับมือได้ดีขึ้นกว่าเดิม

หากถามผมในตอนนี้ว่าควรจะเรียน ป.โท ไหม ผมอยากให้ถามตัวเองให้ดีว่า จะเรียน ป.โท ไปเพื่ออะไร ถ้าจะเรียนแค่เอาใบกระดาษไปขึ้นเงินเดือน ผมคิดว่าไม่ควร เพราะยุคนี้ความรู้สามารถหาได้จากการอ่านหนังสือ หาได้จากคอร์สออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต ความจริงมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่กำลังจะถูก Disrupt อยู่ซะด้วยซ้ำ และบริษัทก็เริ่มมีแนวโน้มจะจ้างคนด้วยความสามารถมากกว่าใบปริญญามากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณรู้เป้าหมายชัดเจน รู้ว่า ป.โท ของฉันมันจำเป็นในหน้าที่การงานในอนาคต มันเป็นใบเบิกทางที่จำเป็นต้องการ แบบนี้ก็น่าลองพิจารณาดู บางทีคุณอาจจะอยากเป็นนักวิชาการ อยากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ในกรณีนี้การเรียน ป.โท ป.เอก เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต้องทำ และโลกนี้ต้องการนักวิจัยอย่างคุณ เพราะหากไม่มีนักวิจัยแล้วไซร้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่อาจจะก้าวหน้าต่อไปได้เลย ผมขอเป็นกำลังใจให้กับนักวิจัยทุกท่าน

สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ได้จากการเรียน ป.โท เป็นเรื่องของ Soft Skill เสียมาก การเรียน ป.โท มันเป็นทางลัดให้เราได้ขยายเครือข่ายสังคม เปิดประตูให้เราได้พบกับผู้คนที่มีคุณภาพ ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการทำงานเป็นผู้นำที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมันสำคัญยิ่งกว่าการมี Hard Skill ที่แข็งแรงเสียด้วยซ้ำไป

แต่ถ้าจะมาเรียน ผมก็อยากให้ออกไปทำงานสักปีสองปีก่อน ออกไปดูโลกความเป็นจริงก่อน แล้วค่อยกลับมาเรียน คุณจะได้รู้ว่าคุณยังขาดอะไรอยู่ แล้วมาเรียนเพื่อเก็บเกี่ยวให้ได้อย่างเต็มที่

ก่อนจากกัน ผมอยากให้ทุกท่านที่มุ่งมั่นแล้วว่าจะเรียน ป.โท หรือเรียน ป.โท อยู่ อย่าลืมดูเรื่องทุนการศึกษาด้วยนะครับ ความจริงแล้วการเรียน ป.โท เราทำวิทยานิพนธ์ มันเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย และเขามักจะมีทุนการศึกษาให้สำหรับคนที่เอาจริงเอาจังกับการวิจัย ให้มองว่าคุณกำลังเข้าไปทำงาน ไม่ใช่เข้าไปเรียน ดังนั้นความจริงเขาควรจะจ่ายเงินให้คุณซิ ไม่ใช่คุณต้องไปจ่ายเงินให้เขานะ อีกอย่างคือยังไงประสบการณ์มันมีค่ามากกว่าทุกสิ่งอย่างอยู่แล้ว ไหนๆ จะทำแล้ว ก็ทำให้สุดไปเลย ทำงานก็ทำให้สุด เรียนก็เรียนให้สุด จะได้ไม่ต้องมาเสียดายในภายหลังที่ไม่ได้ทำเต็มที่ 100%


จบแล้ว!

อ่านดูแล้วมันจะเกร็งๆ ตึงๆ หน่อยนะครับ ก็หวังว่าจะได้รับความสนุกสนานกันไป และสำหรับผู้อ่านที่กำลังจะเรียน ป.โท จะได้เตรียมตัวกันได้ถูก สุดท้ายเราอาจจะเจอคนละแบบกัน แต่โดยแก่นแล้วผมเชื่อว่าเป็นแบบเดียวกันนี่ล่ะครับ

ใครยังอินอยู่ ก็อย่าลืมไปอ่านเรื่อง ประสบการณ์ไปงาน Conference ครั้งแรก เรื่องนี้ก็สนุกไม่แพ้กัน เป็น 3 วันที่เยอะมากจริงๆ

ส่วนเรื่องสุดท้ายที่เกี่ยวข้องก็คือ เทคนิคการการดำเนินชีวิตที่ได้จากการเรียน ป.โท อันนี้เป็นบทสรุปสาระวิธีการจัดการบริหารชีวิตให้เอาตัวรอดจากเหตุการณ์ที่ผมเล่ามาทั้งหมดข้างบนได้ ใครกำลังมีปัญหาการจัดการบริหารชีวิตอยู่ไปอ่านดูก็น่าจะมีประโยชน์ครับ

สำหรับท่านผู้อ่านท่านใดที่กำลังเรียน ป.โท อยู่ ก็ขอเป็นกำลังใจให้นะครับ ถ้าอยากเล่าประสบการณ์เผ็ดๆ มันๆ ก็คอมเม้นท์แชร์กันข้างล่างได้เลย หรือใครอยากจะปรึกษาเป็นการส่วนตัวก็ลองหาช่องทางติดต่อมาผมได้เช่นกัน ยินดีให้คำแนะนำทุกท่านครับ 🙂


ลิงค์ตัวงานวิจัยที่เสร็จแล้วสำหรับผู้ที่สนใจ
Demo โปรแกรมตัดคำภาษาไทยที่ใช้ Algorithm ตามในงานวิจัย
ตัวเล่ม Thesis ที่เสร็จแล้ว
Paper ที่ตีพิมพ์ในงาน International Conference
โปสเตอร์นำเสนอในงาน ECTI 2016

Photo Credits
Photo by Ben White on Unsplash
Photo by Goh Rhy Yan on Unsplash
Photo by Robert Bye on Unsplash
Photo by Hutomo Abrianto on Unsplash
Photo by Ian Schneider on Unsplash
Photo by Jukan Tateisi on Unsplash
– แมวน้อย