สรุปสิ่งที่ได้ทำในปี 2018

มาถึงสิ้นปี 2018 แล้ว ก็ขอสรุปสิ่งที่ได้ทำเอาไว้ทบทวนตัวเอง ปีนี้เป็นปีที่เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมายเหลือเกิน มากซะจนมั่นใจว่าจะต้องลืมเหตุการณ์อะไรไปหลายเหตุการณ์แน่นอนในปีนี้ อย่างไรก็ดีก็จดเอาที่ยังพอจำได้ไว้ดูพัฒนาการของชีวิต


ด้านการทำงาน


Credit OK

ปีนี้บริษัทมีความก้าวหน้าอย่างมาก มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย มากซะจนถ้ามาเทียบต้นปีปลายปีแล้วนี่มันคนละเรื่องกันเลย ทุกคนออกมาลุยกันเต็มที่แล้ว ได้ทิศทางของ product ที่ชัดเจน ได้ลูกค้ารายแรก เริ่มรับพนักงานเพิ่มเป็นเรื่องเป็นราว ย้ายออฟฟิศ แล้วก็ลุยงานกันอย่าบ้าระห่ำ จนตอนนี้แทบทุกลมหายใจคิดแต่เรื่องบริษัท มีครั้งนึงไปดูหนังในโรง ตอนออกมาตกใจมาก เพราะรู้สึกตัวว่าไม่ได้คิดเรื่องงานไป 3 ชั่วโมง 555 ความจริงต้องยกความดีความชอบให้พี่ๆ เลย ทุ่มเทกันมากจริงๆ

นอกจากนั้นก็เพิ่มบทบาทจากที่ทำหน้าที่เขียนโปรแกรมไปขายให้ได้ในตอนแรก ตอนนี้มารับคนร่วมทีม และคอยให้คำปรึกษาและพัฒนาคนในทีม วันๆ ตอนนี้เลยเปลี่ยนจาก Coding มาเป็น Coaching และให้คำแนะนำเป็นหลัก ซึ่งจากที่ศึกษามานั้นก็ถูกต้องแล้ว และยังมีอื่นๆ อีกเยอะแยะมากมายซะจนเล่าได้สัก 3 วันถึงจะจบ

นอกจากนั้น Credit OK ยังได้ไปแข่งรายการ FinTech Challenge 2018 ของ กลต. และสมาคม FinTech และได้รับรางวัลชนะเลิศมาด้วย 🙂

Money Counter

ปีนี้มีอัพเดทแอป Money Counter ไปนิดนึง เพราะว่าสัญญากับผู้ใช้มานานเป็นปีละว่าจะเพิ่มฟีเจอร์ X ให้ แล้วไม่ได้ทำสักที พอดีมีช่วงนึงมาอารมณ์ฟิตตอนดึก ก็เลยหยิบ Android Studio ขึ้นมาอัพเดท แล้วก็ลุยซะหน่อย ทำไปแปบเดียวปล่อยขึ้นไปให้ผู้ใช้ ทีนี้ก็เลยมีฟีเจอร์ค่อนข้างจะสมบูรณ์ละ ก็ขยายฐานผู้ใช้ต่อ เริ่มลงมือกับ Ads เพิ่มให้มีคนโหลดไปใช้งานมากขึ้น คือไม่ได้สนหรอกว่ามันจะ Return มาสักเท่าไหร่ ขอแค่ได้เห็นว่าแอปเรามีประโยชน์ มีคนเข้างานเยอะพอสมควรอยู่ตลอดเวลาก็ดีใจละ จนล่าสุดก่อนจะสิ้นปีก็มีจำนวนผู้ใช้ต่อวัน (DAU) เกิน 1000 คนแล้ว แล้วก็มีเขียน Blog เล่าเรื่องนี้เอาไว้นิดนึง ตามไปอ่านกันได้ที่ โปรเจกต์ที่ทำด้วย Passion ล้วนๆ

เป็นปีแรกอยู่ๆ ก็มีคนติดต่อเข้ามาขอคำปรึกษา

ปีนี้อยู่ๆ ก็มีคนแปลกหน้าติดต่อเข้ามาขอคำแนะนำ เรื่อง Programming บ้าง เรื่อง Big Data บ้าง ก็ดีใจแล้วก็ให้คำแนะนำกันไปโดยไม่ได้คิดเงิน เพราะคิดไม่เป็น แล้วก็ไม่อยากให้มาคาดหวังว่าเราจะพร้อมไปช่วย เพราะตัวเราเองก็ยุ่งวุ่นวายกับงานบริษัทจนจะไม่มีเวลาอยู่แล้ว (ทุกคนที่มาปรึกษาจะถามว่าคิดว่าคิดค่าให้คำปรึกษาเท่าไหร่ 555) ทำกันสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ก็น่าดีใจ มันเหมือนเป็นมาตรวัดว่า สิ่งที่เราได้พยายามทำขึ้นมานั้นได้เริ่มออกดอกออกผลบ้างแล้ว

เคสที่น่าสนใจมากคือมีคนติดต่อเข้ามาขอความช่วยเหลือเรื่องการต่อ PHP เข้ากับ ADFS ผ่านทาง SAML ซึ่งเขาติดต่อเข้ามาจาก Blog ที่เคยโพสไว้ตอนปี 2016 เรื่อง สรุปสิ่งที่ได้ทำในปี 2016 คือไม่คิดเลยว่าสิ่งที่จดไว้ขำๆ จะมีประโยชน์ 555


ด้านเทคโนโลยี


Laravel & Lumen

ปีนี้ได้ใช้งาน Laravel หนักหน่วงมาก หนักหน่วงจริงๆ โปรแกรมที่ออกแบบมาเหมือนจะไม่มีอะไร แต่แท้จริงแล้วเบื้องลึกออกแบบมาให้มันปั้มขายได้ ก็เลยมีความซับซ้อนค่อนข้างสูง ใช้ความสามารถของ Laravel แทบจะครบทุกอย่างละ แล้วก็เริ่มมีการทำ TDD บ่อยขึ้น ตอนนี้แทบทุกอย่างที่เขียนขึ้นมาใหม่จะมี Unit Test ประกบ ช่วยให้นอนหลับสบายขึ้นอย่างมาก

นอกจากนั้นก็ได้ลองใช้งาน Lumen ด้วย คือไม่อยากให้ App หลักมันใหญ่เทอะทะเกินไป ก็เลยแยกออกมาเป็น Micro-services แล้วก็ต่อกันผ่าน HTTP ใน Internal Network แทน

GCP Serverless Big Data

ปีนี้ใช้งาน GCP อย่างโคตรจริงจัง ที่เขียนไว้ที่ Serverless Big Data Architecture on Google Cloud Platform @ Credit OK นั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แล้วพอได้มาใช้งานแล้วก็รู้สึกถูกใจเอามากๆ จนรู้สึกอย่าง อยากจะศึกษา GCP ให้มันลึกลงไปเป็นเรื่องเป็นราว เผื่อวันไหนจะได้มีโอกาสไปพูดแนะนำบนเวทีใหญ่ๆ กับเขาบ้าง อยากให้คนได้เข้ามาใช้กันเยอะๆ

Desktop application with Golang

ภาษาที่ผมชอบที่สุดก็ยังคงเป็น Golang ปีนี้ได้เอามาใช้เขียนเป็น Desktop application เนื่องจากต้องเอาโปรแกรมไปรันบน Windows XP ก็เลยเกิดเหตุต้องหาภาษาที่มัน Compile รันไปใช้งานได้ คิดหัวแทบแตกอยู่นาน จนสุดท้ายนึกขึ้นมาได้ว่ามี Golang อยู่ ก็เลยแก้โจทย์นี้ไปได้แบบสบายๆ

Kubernetes

ถูกพูดถึงกันมาอย่างกว้างขวาง ปีนี้ก็เลยมีโอกาสได้ลองฝึกใช้งานสักที โอโห Learning Curve สูงมากเลยฮะ ผมต้องไปปรับพื้น Docker ใหม่ เขียนให้มันเหมาะจะเอามาใช้งานกับ Kube สร้าง Images ที่ดีได้แล้วก็มาเขียน Config ของ Kube ต่อ ใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะรันอันแรกขึ้นมาได้ แต่ก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจ สุดท้ายก็เลยยังไม่ได้เอามาใช้กับ Production แต่คิดว่าคงจะอีกไม่นานนี้เนี่ยแหละ


ด้านการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง


ก้าวเข้าสู่โลกของการทำธุรกิจอย่างจริงจัง

ปีนี้เกิดเหตุการณ์ในบริษัทมากขึ้นจริงๆ จากที่เคยอ่านเรื่องการทำบริษัท Startup มาบ้าง ทำให้ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เลย เพราะว่าในหนังสือที่เคยอ่าน กับการมาทำจริง แม้มันจะมีความคล้ายกันอยู่ แต่สิ่งที่ต่างกันคือ โลกความจริงมันมีอารมณ์ มันมีความเป็นจริง และมันจะต้องตัดสินใจล่วงหน้าไปในสิ่งที่ยังมองไม่เห็น และนั่นทำให้ผมรู้สึกเชิดชูคนที่ทำธุรกิจสำเร็จขึ้นมาได้อย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่ก่อตั้งคนเดียว มันต้องฟิตและใจรักสุดๆ การทำสงครามสมัยก่อนช่างมีความคล้ายคลึมกับการทำธุรกิจเหลือเกิน

ฝึกใช้งานกฎ 80:20 อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

กฎ 80:20 บอกว่า ถ้าเราต้องการงาน 100 หน่วย มันบอกว่า ถ้าเราจัดลำดับการทำงานแบบเหมาะสม การใช้แรง 20 หน่วย เพื่อทำงาน จะได้ผลลัพธ์ 80 หน่วย ส่วนการเพิ่มผลลัพธ์จาก 80 ไปถึง 100 หน่วย จะต้องทุ่มแรง 80 หน่วย ซึ่งในบางสถาการณ์ โดยเฉพาะเวลาที่ทรัพยากรมีจำกัด เราจำเป็นจะต้องเลือกทำงานที่ควร

พูดจาภาษาคนรู้เรื่องขึ้นไปอีกขั้น

เรื่องนี้เป็นจุดอ่อนมาตลอด สมัยก่อนทำงานกับคอมฯ ไม่ต้องคุยกับคนทั่วไป แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว ต้องเจรจาให้รู้เรื่องรู้ราว ก็ค่อยๆ คิดว่า ทำยังไง ถึงจะสื่อสารสิ่งที่ต้องการไปสู่อีกคนให้เขาเข้าใจให้ได้ดีที่สุด ละสิ่งที่อยากจะพูดออกไปบ้าง เอาแค่สิ่งที่เขาควรรู้จริงๆ สื่อสารออกไป พอลองทำไปสักพัก แล้วก็เก็บ Feedback โดยการถามเขากลับว่าเข้าว่ายังไงบ้าง ให้เขาอธิบายกลับออกมา ก็พบว่า เออ เขาเข้าใจนะเนี่ย ตอนหลังชอบเล่าเรื่อง Blockchain คิดว่ามันเข้าใจยากดี จะอธิบายยังไงให้มันเข้าใจง่ายๆ ได้ แล้วทุกคนที่เล่าให้ฟังก็เข้าใจเห็นภาพกันดี แต่เรื่องนี้ก็ยังต้องฝึกต่อไปอีกมาก ยังห่างไกลจากจุดที่อยากจะทำได้อยู่ดี

แฟนเพจ Mission to the Moon ที่พึ่งทางใจ

Mission to the Moon เป็นโปรเจกต์แชร์เรื่องต่างๆ มักจะเป็นเรื่อง การทำธุรกิจ การพัฒนาตัวเอง ทั้งจากในหนังสือ และจากประสบการณ์ โดยผู้สร้าง Content หลักก็คือ คุณ รวิศ CEO เครื่องสำอางศรีจันทร์ เอาจริงๆ ผมไม่ได้รู้เรื่องเครื่องสำอาง แต่เมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมาเห็นโฆษณาบนโทรทัศน์ผมก็ โอโห เบรนด์นี้กำลังมาแน่ๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่ามาไหมอะนะ แต่ที่ผมเห็นคือ ผมชอบวิธีการคิด แล้วก็ได้มาพบ Fanpage อ่านๆ ดูแล้วรู้สึกถูกจริตมาก ก็เลยกลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ตั้งแต่นั้นมา

ตอนหลังมานี่คุณรวิศมาอัด Padcast ให้ฟังทุกวันด้วย (คือมีวินัยดีมาก ผมขอคาราวะจากใจเลยครับ) วันละประมาณครึ่งชั่วโมง หลังๆ นี่ผมอยากจะเริ่มเอาตาออกจากหน้าจอบ้าง เพราะวันๆ ก็จ้องแต่จอ มาเจอแบบนี้เข้าไปเลยก็เลยยิ่งถูกทางเข้าไปอีก ตอนนี้ก็เลยฟัง Podcast ทุกวันตอนไปทำงานตอนขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงาน ก็สะสมไอเดียต่างๆ เอามาใช้กับทั้งชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัว

ที่มันที่สุดก็คือ ผมเองก็เป็นผู้ประกอบการด้อยประสบการณ์ แล้วคนที่เคยทำธุรกิจตอนต้นก็น่าจะรู้ว่ามันมีความยากลำบากขนาดไหน บางวันร้ายซะจนแทบจะร้องไห้ บางวันดีซะจนอยากจะตะโกนให้คนรู้ว่าพวกเราทำสำเร็จแล้ว มันแทบจะไม่มีวันกลางๆ เลย เอากันตามตรง นอกจากเหล่า Co-founders แล้วก็เพื่อนร่วมงานแล้ว ก็ได้ Podcast เนี่ยแหละ ที่หลายๆ ครั้งเวลาผมติดปัญหาอะไรอยู่ ก็ดันมาเจอหัวข้อนั้นพอดี แก้ปัญหาผ่านกันไปได้ จนคิดว่าอยากหาโอกาสไปเจอคุณรวิศ เพื่อขอขอบคุณสักครั้ง

เริ่มขึ้นไปพูดตามเวทีต่างๆ ถ้ามีโอกาส

ประสบการณ์แปลกใหม่ของปีนี้อีกอย่างก็คือ เริ่มขึ้นไปพูดตามเวทีต่างๆ เรื่องที่ขึ้นไปพูดก็หนีไม่พ้นเรื่อง Credit OK กับเรื่องที่เอาไว้ขายคือ Serverless Big Data Architecture on Google Cloud Platform @ Credit OK ทำไปทำไป กลายเป็นดี มีคนสนใจก็เลยเอามาเขียน Blog ซะเลย

อ่านหนังสือทุกวัน

ปีนี้บังคับตัวเองให้อ่านหนังสือทุกวัน เริ่มจากการได้หนังสือเรื่อง Principles มา แล้วรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะอ่านจบ ถ้าไม่หาทางพัฒนาวินัยให้มาอ่านมันทุกวันได้ เพราะผมโดยพื้นฐานแล้วเป็นคนชอบสิ่งที่มันอยู่ในหนังสือนะ ไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่สามารถอ่านเป็นชั่วโมงๆ ได้อย่างคนอื่น ก็เลยต้องใช้ตัวช่วย แล้วก็หนีไม่พ้น Don’t Break the Chain เครื่องมือสร้างวินัยที่ผมรู้สึกถูกจริตด้วยที่สุด

กลับมาเขียนไดอะรีทุกวัน

เหตุเกิดจากปีนี้รู้สึกว่ามีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากเหลือเกิน มีเรื่องต้องคิดตลอดเวลา จนบางวันบางทียังจำไม่ได้เลยว่าตั้งแต่เช้ามาเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง ทำให้เป็นห่วงว่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นจะหายไปกับการณ์เวลา ก็เลยกลับมาเขียนไดอะรีอีกครั้ง หลังจากที่เคยเขียนช่วง ม.2 แล้วหยุดไปตอนประมาณ ม.5 เพราะรู้สึกว่าชีวิตมันเหมือนเดิมทุกวัน แต่ตอนนี้แทบทุกวันมันไม่เหมือนเดิมเลย ก็เลยกลับมาจด มีเรื่องเล่าให้ตัวเองฟังได้ทุกวัน นอกจากนั้นก็พยายามจดให้เป็นโครงสร้างที่ดีด้วย ตอนแรกเลือกโปรแกรมอยู่นาน สุดท้ายมาลงตัวที่ Evernote โดยจด 1 วัน 1 note ตั้งหัวข้อเป็นวันที่ ใส่รูป ใส่อะไรต่ออะไรได้ตามสบาย ถามยังติด tag ได้ด้วย วันไหนจะมาหาก็กด tag สบายเลย

พยายามจะเขียน Blog ให้สม่ำเสมอ

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลังจากได้เจอประสบการณ์แปลกใหม่เยอะเข้าๆ ก็เลยรู้สึกว่ามีอะไรอยากจะแชร์ให้คนอื่นๆ ได้อ่าน ซึ่งก็น่าจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ตอนนี้ลิสรายการเรื่องที่อยากจะเล่าเอาไว้ได้เป็นสิบเรื่องละ จะค่อยๆ ทยอยเขียนไป อยากจะเขียนให้ได้สัปดาห์จะ Entry แต่ดูจากสภาพที่ผ่านมาแล้วเหมือนจะไม่ง่าย เพราะค่าเฉลี่ยใช้เวลาแต่ละ Entry ประมาณ 3 ชั่วโมง บางสัปดาห์ถ้าโอกาสไม่เอื้อก็ไม่ได้เขียน ก็เลย เปลี่ยนเป็น จะเขียนให้ได้มากที่สุดแทนก็ละกัน แล้วรออ่านกัน อยากจะเขียนออกมาจากโลก Technical บ้าง รอดูว่าจะเขียนได้กี่ Entry 555


ด้านสังคม


พยายามเข้าสังคมมากขึ้น

เหตุเกิดจากถึงเวลาแล้วที่จะต้องฝึกสื่อสารกับชาวบ้านให้รู้เรื่องมากขึ้น ก็เลยพยายามนัดเจอคนโน้นคนนี้ นั่งกินข้าวด้วยกันมากขึ้น เพื่อศึกษาวิธีคิดต่างๆ ของแต่ละคน รวมถึงฝึกอธิบายความคิดที่มีในหัวให้คนอื่นได้ฟัง ทำให้ได้เจอเพื่อนเก่าหลายๆ คนด้วย บางทีเจอกันก็ได้ต่อยอดกันเป็นเรื่องเป็นราว การพบเจอคนที่มีไฟ เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก

ไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง Serverless Big Data on GCP at Credit OK ที่ MSIT ม.เกษตร

ช่วงหาคนได้เข้าไปตอบคำถามในห้อง Laravel ค่อนข้างเยอะ แล้วก็ได้พบกับพี่ปุ้ย ซึ่งเป็นนักศึกษาโปโท IT ภาคพิเศษ มาเชิญไปบรรยายเรื่อง Big Data ก็เลย เอา ลองดู เพราะตอนนี้ที่ บ. ก็มีหัวข้อที่น่าจะพอแชร์ได้ก็คือเรื่องการใช้ GCP เนี่ยแหละ ก็เรียบเรียงเนื้อหา แล้วก็ไปปรึกษาพี่ๆ แล้วก็ไปพูด วันไปพูดพี่ปุ้ยเลี้ยงอาหารดีมาก ต้องขอบคุณพี่มากจริงๆ ตอนพูดก็พูดไป เป็นครั้งแรกที่ออกมาพูดนอกถิ่นบางมด ก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ประโยชน์กันมากน้อยขนาดไหน แต่สุดท้ายหัวข้อนี้เอาขายซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้หลายรอบมาก มีคนสนใจค่อนข้างเยอะ ต้องขอบคุณพี่ปุ้ยที่ให้โอกาสได้ไปพูด ทำให้มีของขายไปอีกหลายครั้ง

ไปงาน Codemania ครั้งแรก

ได้ยินชื่องาน Codemania มานาน ปีนี้ได้ไปครั้งแรก เรียกว่าเป็นงานแรกที่เสียเงินค่าบัตรเพื่อไปเลย ก็ได้ไปเจอน้องๆ ไฟแรง แล้วก็ได้ขึ้นไปเล่าโน่นเล่านี่นิดหน่อยตอนจะจบงาน ซึ่งก็ไม่ได้สิ่งที่หวังจากงานสักเท่าไหร่

ไปงาน Barcamp Bangkhen ครั้งแรก

Barcamp Bangkhen นี่ก็จัดมาหลายครั้งที่ 9 ละ เห็นชาวบ้านเขาไป มีเรื่องเล่ากันมานาน ครั้งนีก็เลยลองไปบ้าง ขออธิบายสำหรับคนไม่รู้จักงาน Barcamp นิดนึง มันเป็นงานประมาณว่า ให้ผู้ร่วมงานเสนอหัวข้อที่จะพูดได้ แล้วหัวข้อเหล่านั้นก็จะพูดแปะไว้รวมกันในห้องโหวต ผู้ร่วมงานก็จะเข้ามาโหวตหัวข้อที่อยากฟัง หัวข้อไหนได้รับโหวตสูงสุดก็จะได้ขึ้นไปพูด ทีแรกไปนั่งฟังก็ เออ ออ กันไป บางอันก็น่าสนใจดี สุดท้ายก็ถามตัวเองว่า คือตัวเองมีหัวข้อเรื่อง GCP ที่เพิ่งไปพูดที่ MSIT มา ทำไมไม่ลองเอามาพูดดูล่ะ ก็เลยเขียนเสนอหัวข้อขึ้นไป ปรากฎว่าคนโหวตเยอะมาก เห็นแนวโน้มแล้วก็เลยต้องรีบลงไปปรับสไลด์ด่วนเลย โชคดีวันนั้นที่เอาคอมไปด้วย ทีแรกว่าจะไม่เอาไปแล้ว แต่ดันไม่ได้เอาที่ชาร์จไป ก็เลยต้องรีบทำหน่อย สุดท้ายก็ได้ขึ้นไปพูด ก็สนุกดี แต่เวลาค่อนข้างสั้นมากก็เลยพูดไม่หนำใจเท่าไหร่ เอาไว้จะมาเขียนเรื่องงาน Barcamp ลง Blog ซะหน่อย เป็นงานที่ดีมากๆ

ไปงาน Next Stack: Entrepreneur edition

งานนี้มีเซเลปเป็น Speakers แล้วก็จัดวันศุกร์ตอนเย็น เห็นตารางว่างพอดีก็เลยเอาซะหน่อย ปรากฎว่างานดีเกินคาดมาก เป็นงานที่เป็นกันเอง พยายามให้ทุกคนได้รู้จักและพูดคุยกัน แล้วก็พูดคุยกันแบบเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากนั้นยังมีช่วงให้ทุกคนมานั่งล้อมกันเป็นวง แชร์ประสบการณ์การเป็น Entrepreneur ก็มีเพื่อนๆ ที่ทำ Startup มาเล่ากันหลายคน ทั้งที่เพิ่งเริ่ม ที่รอดไปแล้ว แล้วก็ที่ล้มเหลว ได้อะไรมาเยอะมาก จากนั้นก็คุยกันอยู่ตรงนั้นแหละ งานนี้ก็เลยได้เพื่อนกลับมาเยอะมาก เอาไว้คงจะหาโอกาสไปงานแนวๆ นี้อีก

MM Party 2018

เป็นประจำทุกปี จะต้องกลับไปเยี่ยมบริษัทเก่า บริษัทแรกที่ได้เริ่มทำงาน กลับไปพูดคุย ขอคำแนะนำจากพี่ๆ แล้วไปเล่าประสบการณ์ให้เพื่อนๆ น้องๆ ฟัง


หนังสือที่ได้อ่านไปปีนี้


Principles
(Ray Dalio)

นี่เป็นยอดหนังสือแห่งหลายสิบปี เล่มหนามาก เป็นหนังสือเล่าวิธีการคิดที่ใช้ในการใช้ชีวิตและการทำงานของ Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater บริษัท hedge fund ที่ประสบความสำเร็จสูงมาก เล่มนี้ คุณ รวิศ จาก Mission to the Moon ได้เขียน Review เอาไว้ด้วย ลองไปอ่านกันดูครับ ดีมากๆ http://www.missiontothemoon.co/blog/articles/183

Getting to Yes : Negotiating an agreement without giving in
(Roger Fishe, William Ury)

เล่มนี้เพื่อนซี้ให้ยืมมาให้ลองอ่านหนังสือของสายศิลป์บ้าง อ่านๆ ไปก็ concept ดีนะ แต่ไม่อินอย่างแรง กว่าจะอ่านจบทรมานมาก 555

พิชัยสงครามสามก๊ก
(สังข์ พัธโนทัย)

เล่มนี้ยึดเพื่อนมา เป็นหนังสือเล่มแรกที่อ่านแล้วรู้สึกว่า อยากอ่านต่อให้จบโดยไม่ต้องบังคับตัวเอง เป็นการอ่านทบทวนหลังจากที่ได้ดูหนังจบ รู้สึกเลยว่าเป็นเรื่องที่จะต้องอ่านถ้าจะทำธุรกิจ เพราะการเป็นแค่คนดีนั้นไม่พอ แต่จะต้องรู้ทันคนอื่นด้วย

Hard thing about hard things
(Ben Horowitz)

อันนี้เป็นหนังสืออีกเล่มที่ได้รับการแนะนำให้อ่านถ้าจะทำธุรกิจ Startup เป็นเรื่องการจัดการกับสิ่งที่ยากต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำบริษัท โดยเฉพาะการจัดการเรื่องคน เป็นหนังสือที่เขียนได้ Real มากๆ คือเห็นภาพเลยว่ามันเกิดปัญหาขึ้นอย่างไร แล้วเขาจัดการกับปัญหาอย่างไร


การลงทุน


Bitcoin
อันนี้คือความเร้าปีแห่งปีที่ใครๆ ก็ทราบกัน ผมก็ไม่ได้สะสมมาก่อน เพราะก่อนหน้านี้ไม่ได้มีเงินเย็นเอามาลองเล่น แล้วก็ไม่เชื่อตั้งแต่ต้น จนกระทั้งเริ่มเห็นฟองสบู่ก็เลย แบบนี้ต้อง Surf ซะหน่อยแล้ว ก็เลยสมัครแล้วก็ลุย Trade ตามข่าว สุดท้ายยังดีหนีทัน 555 ได้เงินกินขนมมานิดหน่อย

เข้าตลาดหุ้นครั้งแรก

ก็เจ็บหนักเลย 555 ช่วงต้นปีก็ยังพอไหว ถ้าตัดสินใจขายๆ ออกไปตั้งแต่ต้นก็พ้นภัยละ พอมาถึงปลายปีนี่เละเลย สุดท้ายเลยขายทิ้งหมด รู้สึกไม่ใช่ทางจริงๆ เอาสมองกลับมาโฟกัสเรื่องการทำงานดีกว่า


สิ่งที่แย่ลงกว่าปีก่อน


การออกกำลังกาย

ปีนี้เป็นช่วงต่ำสุดของการออกกำลังกาย เพราะย้ายคอนโด ก่อนหน้านี้คอนโดมายิม กลับมาห้องแล้วก็ไปยิม หลังจากย้ายคอนโดทีนี้เดินทางนานมาก แล้วยิมก็ไม่มี ก็เลยไม่ได้ออกกำลังกายเลย แต่จะว่าไปมันก็ผิดที่วินัยตัวเองเนี่ยแหละ ปีนี้จะพยายามกลับมาออกกำลังกาย เพราะว่าออฟฟิศซิมโดมเริ่มกำเริบอีกละ

Google CodeJam

ปรกติต้องเข้าไปแข่ง Google CodeJam ทุกปี ปีนี้มัวแต่ทำงานจนไม่ได้เข้าไปประลองฝีมือ หวังว่าปีนี้จะได้เข้าไปลุยหน่อย


ก็น่าจะประมาณนี้สำหรับบทสรุปของปีนี้ แผนของปีหน้าตอนนี้มีแต่ทำยังไงก็ได้ให้ Credit OK ก้าวหน้า และพัฒนาตัวเองให้สุดความสามารถ สุดท้ายก็ขอให้ทุกคนมีความสุขในปีใหม่ที่จะถึงนี้ แล้วพบกันใหม่เร็วๆ นี้ครับ 🙂