สรุปสิ่งที่ได้ทำในปี 2017

ใกล้จะผ่านไปอีกปีแล้ว ถึงเวลามารวบรวมความคิดว่าปีนี้ได้ทำอะไรสำเร็จไปบ้าง สำหรับปีก่อนยังนึกออกว่าต้นปีได้ทำอะไรไป แต่ปีนี้นี่จำอะไรแทบไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าเรื่องมันเยอะขึ้นหรือว่าแก่ขึ้นแล้วความจำแย่ลง 5555 โดยหลักแล้วปีนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปน่าจะเป็นเรื่องการเดินออกมาสู่โลกธุรกิจอย่างเอาจริงเอาจัง (ปีก่อนเป็นนักวิชาการ หันเข็ม 90 องศาเลย) เคยคิดว่าตัวเองเข้าใจโลกธุรกิจมาตลอด แต่มาปีนี้ได้พบว่าเปล่าเลย และนี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น สำคัญสุดของปีนี้คือได้เริ่มกลับมาเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้นแล้ว มีความขวานผ่าซากมีน้อยลง แต่ไม่ว่ายังไงก็ยังคงยึดมั่นในระเบียบวินัยเช่นเดิม 🙂

ด้านการกฎหมาย

  • ครั้งแรกในชีวิตที่ได้กลายเป็นผู้ต้องหา
    เปิดตัวด้วยความเร้าใจ 555 แต่เรื่องนี้สำคัญมากเลย เนื่องจากแม่ไปซื้อที่ดินไม่มีโฉนดที่กาญจนบุรีเอาไว้ตั้งแต่สมัยปีมะโว้ แล้วอยากจะให้ผมได้มีที่ดินเป็นของตัวเอง ก็เลยเอาชื่อไปลงเป็นเจ้าของไว้ให้ ความจริงมันเป็นการลงชื่อที่ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์อะไร แต่ดันไปสร้างบ้านไว้บนที่ด้วย แถมมีเลขที่บ้านอีกต่างหาก ทีนี้หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าที่ดินที่กาญฯ เนี่ย ส่วนใหญ่เป็นของทหารแล้วให้ชาวบ้านเช่าอยู่ทั้งนั้น ดั้นไปเป็นที่ดินทำเลดี ทหารเกิดอยากจะเอาคืนขึ้นมาก็เลยงานเข้า แต่ความเป็นจริงผมเข้าใจว่าเขาไม่ได้ตั้งใจมายุ่งกับเราหรอก (แม้นี่เป็นยุคทหารก็ตามที) แต่มันดันมีนายทุนเอาไอ้ที่ดินที่ว่านี่ไปทำรีสอร์ทซะใหญ่โต เรียกได้ว่าหาประโยชน์บนที่ดินรัฐก็ไม่ผิด สุดท้ายก็เลยโดนเล่นงาน พอตัวเองโดนเล่นงานก็เลยลามไปถึงชาวบ้านที่อยู่ระแวกนั้นด้วย ทหารแกก็เลยฟ้องมันทั้งรวงเลย ชาวบ้านก็วิ่งกันตาตั้งว่านี่กูอยู่ตรงนี้มาตั้งเป็นสิบปีแล้วจะมาอะไรกัน ส่วนเราก็หน้าตั้งด้วยเหมือนกันไม่เคยเจออะไรแบบนี้ เอาจริงๆ ตอนแม่ซื้อมาให้ยังไม่ได้สนใจอะไรเลยซะด้วยซ้ำ สุดท้ายก็เลยโดยดำเนินคดีบุกรุกเฉยเลย ก่อนหน้านี้ไม่มีความรู้อะไรกับเรื่องพวกนี้เลย มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระมาตลอด ทำไมคนไม่หันมาขยันขันแข็งทำมาหากินกันมัวแต่ฟ้องๆ กันอยู่ได้ (เอาจริงๆ ตอนนี้ก็ยังมองแบบนั้นอยู่ แต่เข้าใจละว่าทำไมต้องมี) ยังโชคดีที่พอมีญาติ เพื่อนสนิท และคนรู้จัก ที่ช่ำชองอยู่ในแวดวงนี้ ก็เลยได้คำแนะนำแล้วก็รอดพ้นเรื่องเงียบไปได้ ซึ่งก็ยังดีที่เรื่องยังไปไม่ได้ไกลมาก แต่ก็เล่นเอาซะต้องหยุดงานไปเยอะมากๆ อยู่หลายเดือน แต่สุดท้ายเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลายอย่างมากจริงๆ

ด้านการงาน

  • ลองไปสมัครงานเป็น Data Scientist
    เรียกได้ว่าเป็นอาชีพยอดนิยม บวกกับความอยู่ใกล้กับ Data มาตลอด จึงคิดมีใจให้อาชีพนี้พอสมควร (ทั้งๆ ที่เรื่อง stat ก็ไม่ได้เก่งอะไร ใช้เป็นแต่เครื่องมือ) วันนั้นอยู่ๆ ก็มี Recruiter ติดต่อเข้ามาทาง LinkedIn ไอ้เราหลังจากเรียนจบโทมาใหม่ๆ (ตอนนั้นยังรอผลสมัคร ป.เอก อยู่) ก็เอาวะ ลองดูซะหน่อย ในใจก็แอบกลัวๆ อยู่ว่าถ้ามันได้ขึ้นมาจะทำยังไงดี แต่ก็พอรู้อยู่ละว่ายังขาดทักษะหลายๆ ด้านอยู่ เลยแอบลางานไปลองสัมภาษณ์ดู ต้องบอกว่าเป็น บ. ที่ทำ Data Science ชั้นนำของไทยเลย ออฟฟิศน่าทำงานมาก แล้วทีมงานก็ดีมาก เข้าไปสัมภาษณ์รอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้สามารถสื่อสารได้ดีพอสมควรแล้ว แต่เนื่องจากไปค่อนข้างเช้า (สำหรับคนเข้างาน 10 โมงอะนะ) แล้วก็ไม่ได้เตรียมอะไรไปเลย ข้าวปลายังไม่ได้กินสมงสมองก็เลยตัดสินใจห่วยแตก ได้โจทย์ที่ความจริงไม่ได้ยากเลยแต่คิดไม่ออกเฉย เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เกือบจะต้องเขียนโปรแกรมบน Whiteboard ยังดีที่พี่ๆ ใจดีให้วาดรูปอธิบายพอ ทำให้เข้าใจเลยว่าตัวเองนี้ยังห่างไกลกับเรื่องการสัมภาษณ์งานแนวนี้ (แต่ถ้าไปเจออีกทีก็ไม่กลัวละ เพราะหลังจากนั้นก็กลับมาฝึกแล้วเรียบร้อย) แย่ไปกว่านั้นโทรศัพท์แม่งก็เข้าจัง ต้องขออนุญาตออกไปรับ นอกจากนั้นทีมงานได้มาอ่าน Blog เห็นว่าจะไปเรียนต่อเอก โดนทักเข้าให้ก็เลยไปไม่ถูกเลย รู้สึกผิดอย่างแรง การที่ไม่ได้ตั้งใจจะหางานแล้วไปสัมภาษณ์เพื่อเก็บประสบการณ์ แล้วทำให้ทีมงานของเขาเสียเวลาสัมภาษณ์อยู่เกือบสองชั่วโมง คือก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาใครๆ ก็ทำกัน แต่สำหรับตำแหน่งอย่างนี้ที่ต้องใช้บุคลากรคุณภาพมาสัมภาษณ์เอง (แถมมากันทั้งทีม) ทำให้ บ. ต้องเสีย Man-hour ไปมากมาย ถ้าจะให้ให้คิดกันจริงๆ ก็หลายพันบาทเลยนะ แล้วสุดท้ายต่อให้ได้งานก็ยังมีโอกาสจะไม่เอาอีก (ยังดีที่ไม่ได้) รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป ถ้าทีมงานได้มาเห็นผมก็ขออภัยจากใจไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ แล้วสุดท้ายถ้าได้แล้วเกิดย้ายขึ้นมาจริงๆ ไปเจอเรื่องคดีที่ดินข้างบนเข้าไปก็คงต้องออกอยู่ดี
  • ทำ Unit Test อย่างจริงจัง
    หลังจากปีก่อนได้รับทักษะการทำ Automation Test บน Gitlab มาก็ได้ฤกษ์ยามอันดีในการพัฒนาทักษะ DevOps ไปให้สุดขอบฟ้า ก็เลยจัดการ Implement เข้ากับโปรแกรมที่รับผิดชอบแทบทุกตัว ตอนนี้เลยกลายเป็นโรคประสาทถ้าเขียนโปรแกรมแล้วไม่ได้เขียน Test จะทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นส่วนที่มีความซับซ้อนสูงจะต้องทำ TDD (Test Driven Development) เลยทีเดียว แล้วก็พบว่ามันช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นจริงๆ ทุกอย่างมันเป็นระบบระเบียบไปหมด เวลาเจอปัญหาก็ตามหาเจอได้เร็ว ไม่ต้องมานั่งพิมพ์ค่าตามหาบั๊ก สั่ง IDE ให้รัน Test แล้วไล่เกะสบายมาก ใครเขียนโปรแกรมแล้วยังทำ Automation Test ไม่เป็นแนะนำให้รีบศึกษาด่วน โดยเฉพาะคนที่ทำพวก API และ Web Crawler ที่ต้องพึ่งพิงข้อมูลจากชาวบ้าน มันช่วยให้เรารู้ตัวว่าเกิดปัญหาขึ้นแล้วได้อย่างรวดเร็ว
  • พัฒนาระบบพิมพ์สติ๊กเกอร์สินค้าให้ที่บ้าน
    ช่วงเกือบกลางปีมีเหตุแมวที่บ้านฉี่รถปริ้นเตอร์ HP Laser Jet รุ่นปู่ ที่ใช้สำหรับพิมพ์สติ๊กเกอร์เพื่อแปะสินค้าสำหรับใช้ขายของ ความแย่เกิดขึ้นจากโปรแกรม Stock สินค้าที่ใช้มันทำงานบน DOS แล้วมันก็ไม่รองรับ USB รวมถึง Driver ของปริ้นเตอร์ใหม่ๆ ทำให้ต้องคอยไปหา Laser Jet จากสำนักงานต่างๆ มาใช้ ไอ้เราก็เล็งเห็นว่าท่าทางจะไม่ดีละ อีกไม่นานมันคงจะหมดไปจากโลก ก็เลยพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาใหม่เพื่อพิมพ์สติ๊กเกอร์ติดสินค้าโดยเฉพาะเป็น Web Application เขียนบน Laravel 5 เพื่อเป็นการฝึกใช้ VueJS ไปในตัว ทำอยู่ไม่กี่สัปดาห์เพราะไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากก็ผลิตออกมาใช้งานได้สำเร็จ จากนั้นก็ขอให้โปรแกรมเมอร์ของโปรแกรมเก่าช่วยเขียนโปรแกรมให้ Export Database ของสินค้าทั้งหมดออกมาเป็น CSV ให้หน่อย จากนั้นฝั่งเราก็เขียนโปรแกรม Digest CSV สร้างผังประเภทสินค้าแล้วจับยัดลง Database กลายเป็นว่ามีข้อมูลสินค้าครบถ้วนเท่าโปรแกรมเดิมบน Platform ใหม่ที่ยั่งยืนแน่นอน แล้วก็กลายเป็นโปรแกรมที่ต้องใช้งานทุกวัน อีกไม่นานอาจจะได้มีการเอามาใช้ขายออนไลน์บ้างล่ะ
  • ต่อเติมฟีเจอร์ให้โปรแกรมบริหารเงินเดือน
    ครั้งหนึ่งสมัยตั้งตัวใหม่ๆ ได้รับงานพัฒนาโปรแกรมจัดการเงินเดือนของโรงงานพลาสติกแห่งหนึ่งเอาไว้ น่าดีใจที่ทุกวันนี้เขาก็ยังใช้อยู่ เราก็เลยจับย้ายขึ้นมาไว้บนโฮสออนไลน์ เวลามีปัญหาจะได้ช่วยจัดการได้ง่ายๆ ก่อนหน้านี้ลงไว้บน PC กลัวเหลือเกินว่าวันไหนมันเกเรแล้วจะต้องเข้าไปทำ ปีนี้มีเซอร์ไพรส์ขอเพิ่มฟีเจอร์หักเงินคนเข้าสาย ไอ้เรานี่กุมขมับเลย ยังดีลุงแกไม่ได้รีบมากก็เลยผลัดไปเรื่อยๆ จนถึงวันนึงมีเวลาก็เลยจัดการแก้ให้เรียบร้อย ทีแรกว่าจะอัพขึ้นมาใช้ Laravel 5.3 จากปัจจุบันเป็น Laravel 4.2 แต่ดูท่าแล้วไม่น่าจะไหวก็เลยแก้อยู่บนนั้นต่อไป ไปเห็น Code ตัวเองสมัยก่อนแล้วก็ยังดีใจที่เขียนได้ดีพอสมควร แม้จะไม่ได้แก้อะไรมานานกว่า 3 ปีแล้วแกะไปไม่นานมากก็เจอจุดที่ต้องการแก้ไข นอกจากนั้นลุงยังใจดีบอกว่าถ้ามีค่าใช้จ่ายก็แจ้งมาได้เลย ไอ้เราก็เลยจัดไปเลยครับ (แต่แอบเหน็บไปหน่อยว่าไม่ค่อยมีเวลาพัฒนาให้แล้วนะครับ) ได้เจอลูกค้าดีก็มีความสุขกันไป
  • เขียน VueJS เป็นแล้วจริงจัง
    ก็อย่างที่เล่าไปข้างบนว่าได้พัฒนาโปรแกรมบน Laravel แล้วมันช่างต่อกันได้สวยงามกับ VueJS มากๆ ก็เลยฝึกเขียนแล้วก็ เออ เข้าท่าดี ตอนนี้เวลาทำอะไรก็เรียน VueJS ตลอด มาแทนที่ AngularJS
  • เขียน React เป็นแล้วเช่นกัน
    หลังจากผลัดวันประกันพรุ่งในการศึกษา React มานาน ปีนี้หลังจากเห็นข่าว Facebook ยอมเปลี่ยน License React เป็น MIT ก็เลยหาเหตุผลที่จะไม่เรียนไม่ได้แล้ว สุดท้ายก็เลยเอามาทำโปรแกรม Money Counter เวอร์ชั่นเว็บไซต์ หลังจากลองเขียนดูแล้วก็ เออ ก็ดีนะ ไม่แปลกใจว่าทำไมคนถึงชอบกัน แต่ก็ยังไม่ได้มีโปรเจกต์อะไรพัฒนาต่อเพิ่มเติม เพราะหลังจากนั้นก็มาทุ่มเต็มตัวกับ บ. ใหม่ ไม่ค่อยได้มีเวลาไปลั้นลาลองอะไรใหม่ๆ นอกเส้นทางสักเท่าไหร่ละ
  • ทำเว็บร้านแดงอาหารทะเล
    Return of the old friend เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยมัธยมเพิ่มเรียนกฎหมายจบจากอเมริกากลับมาไทยก็มาอาศัยอยู่กรุงเทพฯ ไม่ไกลกันมาก แล้วก็เกิดอยากจะกระตุ้นยอดขายร้านอาหารของที่บ้าน แดงอาหารทะเล ดันมาเป็นจังหวะที่เราเองก็ทำเว็บให้องค์กรอยู่หลายแห่งมาก ก็เลยทำเว็บขึ้นมาเลยหน้าตาดูได้พอสมควรในต้นทุนที่ไม่ได้สูงมาก จากนั้นก็ทำ Fanpage ลงโฆษณาบลาๆ จนสุดท้ายยอดขายเพิ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนักธุรกิจหัวทันสมัยมีพลังได้พบกับนักสร้างที่มีศักยภาพมากพอ ไอเดียธุรกิจใดๆ ก็ล้วนสามารถเกิดขึ้นได้ ยุคนี้ต้องห้ามประมาท Digital Marketing เลยจริงๆ
  • โปรแกรม Money Counter เติบโตจริงจัง
    โปรเจกต์เล็กๆ โปรแกรม Money Counter ที่ทีแรกเขียนขึ้นมาตั้งแต่ปี 2013 เพราะอยากฝึกเขียนแอป Android บวกับโจทย์บ้าๆ ที่บ้านก็คือทุกๆ วันต้องมานั่งรวมเงินที่อยู่กับโต๊ะ ก็เลยเขียนโปรแกรมขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการส่วนตัว ลองใส่ฟีเจอร์ให้ทำโน่นทำนี่เข้าไป แล้วปีนี้ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับทีม Digital Marketing ของ G-Able ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ เลยได้เกิดความเข้าใจเรื่องพวกนี้ สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่เคยมาใช้ทำ Digital Marketing ให้กับแอป Money Counter เงินที่ได้จากโฆษณาก็เอาไปถมลงโฆษณากลับ ยิ่งลงยิ่งมี Return เหมือนคนยังเข้าไม่ถึงของดี สุดท้ายตอนนี้เลยมีผู้ใช้มากพอถึงระดับที่น่าพึงพอใจละ เอาไว้ถ้ามีเวลา (ซึ่งยังมองไม่เห็นแสง 555) อาจจะรื้ออีกสักทีเขียนเป็น Kotlin
  • Google AdSense กลับมาใช้ได้เฉยเลย
    มีคนกล่าวว่า เมื่อ Google AdSense โดยแบนแล้ว จะหมดโอกาสได้กลับมาใช้อีก ปีนี้ด้วยเหตุอะไรก็ไม่รู้ เหมือนจะเป็นเพราะว่า Google AdSense เปลี่ยน UI ใหม่ ไอ้เราเที่ยวไปเที่ยวมาเห็นว่าสามารถกลับมาส่งเว็บเข้าโครงการได้ ก็เลยลองกดส่งไปเล่นๆ ดู แล้วมันก็เงียบหายไปพักใหญ่ๆ ผ่านไปหลายเดือนอยู่ๆ ก็มีอีเมล์ส่งกลับมาว่า เว็บของคุณได้รับการ Approved แล้ว โคตรงงแต่ก็ดีใจนิดหน่อย เพราะเว็บตอนนี้ไม่ได้พีคเหมือนสมัยก่อนละที่ยังพอได้เงินจากโฆษณาเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ติดๆ โฆษณาไปบนเว็บขำๆ แต่ทำเป็นเล่นไป เดือนนึงก็ได้เป็นร้อยบาทอยู่ -_-
  • พูดภาษาคนรู้เรื่องแล้ว
    ส่วนตัวก็รู้ล่ะว่าไม่ได้ถนัดเรื่องการพูดการจา มักจะเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ปากกับใจตรงกันเกินร้อย จนกระทั่งเกิดเหตุคดีที่ดินขึ้นมา ก็ได้ไปเจอทตำรวจ ทนายความ อัยการ ทำให้เห็นว่านี่มันเป็นโลกอีกโลกหนึ่งเลย โลกที่ต้องเจรจาเพื่อให้ตัวเองได้ในสิ่งที่มุ่งหวัง ต้องรู้จักชักจูงประเด็น ต้องบลาๆ หลายอย่าง สุดท้ายเลยกลับมาทบทวนว่าเรานี่มันตรงเกินไปหรือเปล่า บางทีเป้าหมายของการเจรจานั้นตรงกันทั้งคู่ แต่พูดจาตรงไปซะจนอีกฝ่ายถอยหนีทำให้เสียโอกาส ก็เลยเริ่มมาลองปรับ mindset ของตัวเองใหม่ โดยการฝึกคิดถึงความต้องการของอีกฝ่ายด้วย เพื่อที่จะให้การพูดคุยราบลื่นและสำเร็จไปตามที่ทุกฝ่ายอยากให้เป็น ก็ต้องบอกว่ายังไงก็ยังเป็นระดับเบสิกมาก แต่อย่างน้อยก็ไม่เป็นคนที่เป็นพิษเหมือนแต่ก่อนแล้ว ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าเป็นคนคอยไกล่เกลี่ยปัญหาภายในบ้านหลายต่อหลายรอบ ทำให้รู้เลยว่า ความเป็นจริงแล้วคนเราที่มีปัญหากันนี่เป็นเพราะอีโก้ทั้งนั้นเลย ไม่ยอมหันหน้าเข้ามาคุยกัน คิดกันไปเองว่าอีกคนคิดแบบที่ตัวเองไม่ชอบ ทั้งๆ ที่ความจริงมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น คนเรามักมีปัญหาเรื่องการสื่อสารที่ไม่ได้พูดหรือไม่ได้ฟังกันในเวลาที่สมควร สุดท้ายต้องมาตามแก้ไขปรับความเข้าใจกัน แต่ก็นี่ล่ะที่เรียกว่าโลกมนุษย์ โลกที่เราเพิ่งได้มาเห็นและเข้าใจ -_-
  • ได้ร่วมเป็น Co-founder ครั้งแรก
    เรื่องมันเริ่มมาจากคดีที่ดิน (อีกแล้ว) มันทำให้ต้องไปปรึกษาเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยมัธยม แล้วเพื่อนไปรู้จักพี่ท่านหนึ่งที่สนใจทำ Startup Fintech และกำลังยังหาคนสาย Tech ไปร่วมก่อตั้งอยู่ เพื่อนผมก็ชวนว่าให้ไปคุยดู ผมก็เอ่อ คือนี่กำลังจะไปเรียนต่อเอก แล้วก็ไม่เคยมีความคิดจะตั้ง บ. เลยอะนะ แต่มันก็ชวนซะจนเออ ลองไปคุยก่อนละกัน ปรากฏว่าไปคุยแล้วก็ Happy มาก เพราะว่าตอนนั้นกำลังเริ่มฝึกพูดภาษาคนให้รู้เรื่องละ แล้วก็เกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า ความเป็นจริงแล้วสิ่งที่เราตามหามาทั้งชีวิตคือการได้อยู่ท่ามกลางคนที่มีไฟ มีโลจิกการทำงานที่ดี และเอาจริงเอาจังไม่กลัวเหนื่อย ทั้งชีวิตที่ผ่านมา เจอแต่พวกสุขสบายคือไทยแท้ เรื่อยๆ เปื่อยๆ ขาดการพัฒนาตัวเอง พอมาเห็นว่าไอ้วงการ Startup เนี่ยล่ะเป็นแหล่งรวมพวกคนบ้าๆ ที่มีความฝันเหล่านี้อยู่ด้วยกัน ไม่สำคัญหรอกว่าจะได้ทำงานด้วยกันรึเปล่า แต่อย่างน้อยก็ต้องได้ติดต่อกันได้เห็นหน้าเห็นตากันบ้าง ได้รับพลังแหล่งความ active ซึ่งกันและกัน เลยพบว่านี่ล่ะคือสิ่งที่ตามหามาตลอด ที่ผ่านมาอาจจะเป็นเพราะปิดกั้นตัวเองมากเกินไปทำให้ไม่ได้เป็นจุดสนใจสักเท่าไหร่ แต่รอบนี้เข้าใจละว่าโลกมันเดินยังไง ความสามารถพร้อม ความบ้างานมี และพร้อมจะพุ่งชนทุกอุปสรรค เท่านี้ก็น่าจะมากพอที่จะดันตัวเองออกมาลองเหนื่อยกับเขาดูบ้าง หลังจากนั้นก็เลยติดต่อกับพี่อยู่เรื่อยๆ ไปนั่งคุย นั่งระดมไอเดียว่าจะทำยังไง จนสุดท้ายก็เริ่มมีทีมที่แข็งแรง มีพี่ๆ จากฝั่งธนาคารมาช่วย มีพี่ที่กลับมาจาก Silicon Valley (ที่เราเองก็อยากไปใจจะขาด) มาร่วมเป็น Co-founder อีกคน แล้วก็ตั้งกันขึ้นมาสำเร็จ ตอนนี้ก็เลยลุยแหลก Dev Full-time ทำทุกอย่างตั้งแต่ Infra ยัน UI แต่รอบนี้ดีกว่าทำเองตรงที่ว่ามีพี่ๆ คอยช่วยคิดว่าจะทำอะไรบ้าง ปรกติเขียนโปรแกรมเองคิดเองตั้งแต่ต้นจนจบ ออกมาทำ Startup ต้องบอกเลยว่าเหนื่อยกว่าตอนเป็นพนักงานประจำมาก! แต่รู้สึกมีความสุขดี เพราะส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบพัฒนาตัวเองตลอด และการมาอยู่ตรงนี้ทำให้ได้พัฒนาตัวเองจริงๆ และหลากหลายด้านด้วย ตั้งแต่มาทำนี่อย่างกับได้ออกจากกะลาก็ไม่ผิด
  • ลาออกจากงานอีกครั้ง
    แน่นอน หลังจากตั้งใจออกมาทำ Startup แล้วก็ต้องออกจาก บ. เก่า ไม่งั้นไม่มีเวลาลุยแน่นอน งาน บ. ใหม่กองเป็นภูเขารอให้ทำอยู่ รู้สึกดีใจที่ได้ร่วมงานกับ บ. ดีๆ อีกแห่งหนึ่ง ได้ร่วมกันสร้างตั้งแต่มีแต่ผลิตภัณฑ์แต่ยังไม่ได้จดทะเบียน บ. เลยซะด้วยซ้ำ 🙂
  • เริ่มเดินสายหา Business Partners
    เกิดมาไม่เคยคิดฝันว่าจะต้องออกมาทำธุรกิจอยู่ด่านหน้า หลังจากได้รับตำแหน่งเป็น Technical co-founder ก็หายห่วงได้เลย การออกไปหา Business partner เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ บ. ตั้งใหม่ ยังดีที่มีพี่ๆ ในทีมที่มีมากประสบการณ์คอยเดินนำ ส่วนเราก็เป็นสาย Support คอยตั้งและตอบคำถามฝั่ง Techncal ไปตามหน้าที่ สนุกดี ปี 2018 คงจะได้ออกไปเที่ยวอีกหลายแห่งแน่นอน 🙂

ด้านวิชาการ

  • ไปเรียนต่อต่างประเทศไม่สำเร็จอีกละ
    หลังจากปลายปีก่อนมีแผนว่าจะไปต่อ ป.เอก ที่สิงคโปร์ แล้วก็สอบเอย สมัครเอย ไปเรียบร้อย อีกทั้งยังให้ขอให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วยติดต่อเข้าไปให้ แต่สุดท้ายแล้วคะแนนสอบออกมาไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องด้วยช่วงอ่านหนังสือสอบภาษาอังกฤษนั้นยังยุ่งๆ เรื่องจบ ป.โท แล้วที่สอบก็แสนไกล ทั้งทำงานอีก อะไรมากมายหลายอย่าง เอาจริงๆ ก็ต้องบอกว่าเป็นเพราะมีเวลาเตรียมตัวไม่มากพอเนี่ยล่ะ ทักษะคอมพิวเตอร์น่าจะไม่ได้เป็นอุปสรรคไปตายที่ข้อสอบภาษาอังกฤษมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นตอนต้นปีที่รอผลสมัครดันโดนคดีที่ดิน แล้วผลก็ไม่ยอมออกมาซะที สุดท้ายเลยทำให้ตัดสินใจอะไรก็ลำบากไปหมด แถมยังมีโอกาสเรื่องการเริ่มตั้ง startup เข้ามาอีก ทำให้พอรู้ว่าไม่ได้ไปเรียนต่อนี่กลายเป็นเรื่องน่ายินดีไปซะงั้น สุดท้ายก็เลยไม่เรียนมันละ มาสร้างบริษัทกันดีกว่า สนุกเร้าใจกว่าเยอะ
  • เปเปอร์มีคน Cite แล้ว
    เปเปอร์ตัดคำภาษาไทย A hybrid approach for Thai word segmentation with crowdsourcing feedback system ที่เขียนเพื่อจบ ป.โท และเป็นเปเปอร์แรกในชีวิต (หลังจากฝันจะมีเปเปอร์สักฉบับในชีวิตนี้) ได้มีอาจารย์ท่านอื่นมา Cite แล้ว ดีใจมาก 🙂

ด้านความบันเทิง

  • Your Lie in April
    เป็นการ์ตูนที่น้องที่ บ. เก่าแนะนำให้ดู ไอ้เราก็ดูแล้วก็ โอโห สุดยอด ส่วนตัวเป็นคนชอบพวก Classical Music อยู่แล้ว ชอบเปียโน ชอบไวโอลิน แล้วสมัยเด็กๆ ก็เคยเล่นดนตรีแล้วอินพอสมควร เรื่องนี้หรอ พระเอกเล่นเปียโน นางเอกเล่นไวโอลิน แหม มันช่างตรงล็อคกับสิ่งที่เราชอบเหลือเกิน แถมเนื้อเรื่องยังดีอีกต่างหาก เพลงก็เพราะ เลยกลายเป็นการ์ตูนในดวงใจไปเลย ทุกวันนี้เวลานั่งฟังเพลงบางทียังนึกถึงเนื้อหาในเรื่องแล้วจะร้องไห้
  • My Sassy Girl
    หนังเก่าเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างดี ชาวบ้านเขาดูกันเมื่อหลายปีที่แล้ว ส่วนเรานี่วันนั้นเกิดเพลง I Believe โผล่ขึ้นมาในหัว ก็เลยไหนๆ ลองโหลดมาดูซะหน่อย แล้วก็โอโหเฮ้ย เนื้อหาใช้ได้ ส่วนเพลงเพราะมากไม่ต้องบรรยาย ถ้าชอบหนังแนวโรแมนติกก็แนะนำให้ดู
  • แฟนเดย์
    เป็นหนังไทยที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง นั่งดูแล้วขำชีวิต Geek
  • สามก๊ก
    ไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้นับเป็นความบันเทิงไหม หลังจากโดนคดีเข้าไป ไปเห็นการประดิษฐ์ของคนทางฝั่งกฎหมาย ได้เห็นคนเจรจาธุรกิจ แล้วก็กำลังจะต้องเป็นนักธุรกิจ (แม้จะไม่ได้ชนเรื่องธุรกิจตรงๆ) เขาว่ากันว่าต้องได้ดูสามก๊กอย่างน้อยสักครั้ง ก็เลยเอาซะหน่อย ไปศึกษาป๊าว่าควรดูอันไหนยังไงแล้วก็ได้ดู สามก๊ก 1994 บน YouTube หมดเวลาชีวิตไปเยอะ แต่ได้ความรู้และความบันเทิงกลับออกมามากพอสมควร ไม่น่าเชื่อว่าโลกของนักคอมพิวเตอร์กับโลกของธุรกิจมันจะห่างไกลกันมากๆ แนะนำให้ Geek ที่อยากจะพัฒนาตนเองทุกท่านได้ลองสัมผัสดู แล้วท่านจะได้ใช้ความสามารถที่มีได้อย่างมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น อย่าหวังว่าคนสายธุรกิจเข้ามาทางคอมฯ มันเป็นไปได้ยาก ทางสายคอมฯ เนี่ยล่ะออกไปหาธุรกิจ ง่ายกว่ากันมาก
  • ไป InsightEra Outing
    ถึงแม้จะออกจาก บ. มาแล้วแต่สัญญากันไว้ว่าปีนี้จะไป Outing ด้วย แล้วก็ได้ไปสมคำสัญญา สนุกสนานเฉลยที่มาของชื่อ spicydog ไปเรียบร้อยหลังจากเก็บงำมากว่าสองปี (เฉลยแล้วมีแต่คนทำหน้าผิดหวัง 5555)
  • ไป MM NY Party
    ไม่ใช่แค่ บ. เก่าที่ไปแจมกับเขา บ. ก่อนหน้านั้นก็ยังไปแจมด้วย 555 ไปคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับพี่ๆ ผู้มีบุญคุณทั้งหลาย แต่เนื่องด้วยยุ่งๆ เรื่อง CreditOK อยู่ก็เลยขอตัวกลับมานอนก่อน เลยอดไปโยนโบว์ลิ่ง Ulimited เลย น่าเสียดาย