เปลี่ยนจากคน “นอนดึก ตื่นสาย” เป็น “นอนเร็ว ตื่นเช้า” ใน 3 เดือน

วันนี้เขียนขอบันทึกถึงเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงในตัวเองอีกครั้งที่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะสามารถทำได้ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะมีประโยชน์กับท่านผู้อ่านหรือไม่ 555 เรื่องที่ได้เปลี่ยนแปลงไปก็ตามหัวข้อคือ ตอนนี้ผมได้เปลี่ยนจากมนุษย์นกฮูกที่นอนดึกตื่นสาย กลายเป็นมนุษย์นกลาร์คที่ตื่นเช้าแล้ว (Lark เป็นนกที่ตื่นพร้อมพระอาทิตย์) มาดูกันว่ามันเปลี่ยนไปได้อย่างไร แล้วมีจังหวะการใช้ชีวิตในแต่ละวันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ดีขึ้น แย่ลง อย่างไรบ้าง


นอนดึก ตื่นสาย

ขอเริ่มจากความเป็นตัวเองสมัยก่อน คือผมเป็นคนที่นอนดึกตื่นสายมาตั้งแต่ขึ้นมัธยมต้นแล้ว สาเหตุเกิดจากการเรียนที่บ้าคลั่ง ต้องทำการบ้าน ต้องอ่านหนังสือ แถมมีกิจกรรมยามว่างเป็นการเขียนโปรแกรมที่ต้องใช้สมาธิ แล้วที่บ้านผมดันเป็นร้านขายของ อยู่ติดถนนใหญ่ เสียงรถดังกระหึ่มไปหมด การกลับมาจากโรงเรียนถึงบ้านตอน 5 โมงเย็น ไม่สามารถทำการบ้านหรืออ่านหนังสือได้เลย เพราะมันไม่มีสมาธิในการทำงาน ซึ่งก็มีเรื่องความเหนื่อยล้ากลับมาด้วยล่ะ จึงเป็นเหตุให้เลือกที่จะนอนหลังกลับมาจากโรงเรียน การนอนตอนเย็นนี้ได้พลังกลับมาสูงมาก มันเหมือนกันร่างที่กำลังจะแหลกได้พักผ่อน นอนหลับเป็นตายทุกวัน แล้วตื่นเอาอีกทีตอน 6 โมงเย็นมากินข้าวเย็น จากนั้นประมาณ 2 ทุ่มจึงลงไปนั่งหน้าคอม ทำการบ้าน อ่านหนังสือ หรือจะทำงานอดิเรกส่วนตัวอะไรก็ว่าไป กว่าจะนอนอีกทีก็ตี 2 โน่น แล้วก็ตื่นนอนไปโรงเรียนตอน 7 โมงเช้า

ความเลิศของช่วงเวลาตอนกลางคืนคือ ทุกคนนอนหลับไปหมดแล้ว เราได้มีเวลาเงียบๆ นั่งทำงานอยู่คนเดียว ปล่อยสมองให้โลดแล่นไปกับความคิด โดยเฉพาะช่วงเวลาหลัง 4 ทุ่มนี่เป็นช่วงที่สมองโลดแล่นสุดๆ กลับไปดูชีวิตสมัยมัธยมก็พบว่าผมได้สร้างผลงานบนคอมพิวเตอร์เอาไว้เยอะพอสมควรเลย ถือว่าไม่เลวสำหรับเด็กต่างจังหวัดที่ไม่มีคนแนะแนวใดๆ เหตุก็เพราะว่าใช้ช่วงเวลาตอนกลางคืนนี้เองในการฝึกทักษะต่างๆ นอกเหนือจากที่เรียนในห้องเรียน และสร้างสรรค์ผลงานที่รู้สึกอยากจะทำ ขึ้นอยู่กับช่วงไหนอยากแก้ปัญหาอะไร

สิ่งที่ต้องแลกไปก็คือ ช่วงเวลาวัยกำลังโตที่ Growth Hormone เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราดันใช้เวลาชีวิตผิดแปลกไปจากธรรมชาติที่ออกแบบมา ทำให้อาจจะได้รับการหลั่ง Growth Hormone น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ก็กินนมไม่ได้น้อยไปกว่าเพื่อนๆ แต่เรากลับตัวเล็กกว่าค่าเฉลี่ย แถมยังไม่ออกกำลังกายด้วย สมัยก่อนเป็นคนอีโก้สูงมาก รู้สึกไม่ค่อยอยากจะคุยกับเพื่อนเก๊งที่ออกกำลังกายสักเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่ามุมมองความคิดตรงข้ามกันเลย ชอบไปสิงอยู่กับอาจารย์ ช่วยอาจารย์ทำงานทางด้านคอมพิวเตอร์มากกว่า สุดท้ายก็เลยกลายเป็นว่า ตัวค่อนข้างเตี้ยกว่าค่าเฉลี่ยไปนิดหน่อย ซึ่งความเป็นจริงก็ไม่ได้เสียหายอะไรมาก แต่ถ้าจะเน้นเรื่องภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำก็มีผลบ้างเหมือนกันนะถ้าพิจารณาดู

ชีวิตการตื่นสาย นอนดึก ก็เป็นอย่างนั้นมายาวนานมาก แต่ผมก็ไม่โต้รุ่งนะ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นการทำร้ายร่างกาย คือตารางเวลาชีวิตเรามันเปลี่ยนไป ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ต้องนอน สุดท้ายผมได้นอนครบ 8 ชั่วโมงทุกวัน เพราะเมื่อไหร่ที่นอนไม่ครบแล้วจะเริ่มมีปัญหาเรื่องสมองไม่ค่อยแล่น จึงต้องบังคับตัวเองให้นอนให้ครบให้ได้

นอนเร็ว ตื่นสาย

เมื่อประมาณปลายปี 2018 ที่ผ่านมา ได้มีการอ่านหนังสือ และติดตาม Podcast Mission to the Moon อย่างใกล้ชิด เหตุเกิดจากต้องการพัฒนาตัวเองอย่างสุดโต่ง เพราะขาดทักษะและมุมมองบางอย่างที่สำคัญและจำเป็นต่อการทำงาน การได้ฟัง Podcast ทำให้ได้ปรับมุมมองเรื่องการบริหารเวลา บริหารคนไปอย่างมหาศาล และเรื่องที่ได้เอามาทำอีกเรื่องจากการทำ IF (Intermittent Fasting) นั่นก็คือการอดอาหารเป็นช่วงเวลาหนึ่งๆ ผมเห็นคุณรวิศทำและมาเล่าให้ฟัง แล้วก็มีผู้คนที่ฟังก็ถามเข้าไปค่อนข้างเยอะแล้วก็ว่าเหมือนกันดี ไปอ่านเองคร่าวๆ ก็น่าจะดี แล้วส่วนตัวก็มีการพยายามควบคุมอาหารมื้อเย็นอยู่แล้ว แต่อาหารมื้อเย็นนี่ยากมากจริงๆ

ช่วงต้นปี 2019 เริ่มตั้งคำถามว่า เราอยากกินมื้อเย็นเบาๆ แต่อาหารมื้อเย็นมันโหดๆ ทั้งนั้นเลย วันไหนกินเยอะก็จะต้องมารู้สึกผิด ประกอบกับที่บริษัทก็มีน้องเริ่ม Fasting อยู่แล้วด้วยหนึ่งคน ก็เลยถึงเวลาแล้วล่ะ วันนั้นคุยๆ กันแล้วก็ลงมือ Fast เลยวันนั้นเป็นวันแรก Do it now! กินอาหารเฉพาะเวลา 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น (บางวันก็เลทมาแต่จะไม่เกิน 5 แน่นอน) โหดมากครับ ออกจากออฟฟิศประมาณ 1 ทุ่ม เดินทางเส้นทางที่เต็มไปด้วยของกิน ร่างกายมันยังปรับตัวไม่ทัน มันโหดต่อใจมาก แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ สัปดาห์แรกคือสัปดาห์ที่โหดที่สุด มันจะหิว มันจะโหยหาอาหารมากๆ ในตอนเย็น ตอนบ่ายต้องกินอาหารที่มีโปรตีน หนักท้องให้มากขึ้น ต้องคำนวณคุณค่าของอาหารที่กินเข้าไป ตอนใกล้ๆ จะ 4 โมงเย็น ต้องกินอาหารเข้าไปอีกครั้ง (ก่อนหน้านี้กินข้าวซึ่งไม่อยู่ท้องเลย แล้วมาพักหลังมานี่กินกล้วยกับอัลม่อนถึงได้เอาอยู่) ตอนกลับบ้านก็ต้องฝืนใจห้ามอยากกินอะไรทั้งสิ้น พอกลับมาถึงห้องปุ๊บ ถ้าหิวก็กินน้ำเข้าไปเยอะๆ แล้วทนไป และต้องรีบนอน ยังไงต้องนอนก่อน 5 ทุ่ม เพราะถ้าถึง 5 ทุ่มแล้วมันจะหิวอีกที ก็เลยกลายเป็นว่าเปลี่ยนเวลานอนมานอน 4 ทุ่ม แล้วแปลกมากอย่างหนึ่งคือ นอนหลับด้วย เพราะว่าท้องมันโล่งไม่ต้องย่อยไม่ต้องทำงาน นอนสบายเลย

ผ่านสัปดาห์แรกไปได้ก็สบายแล้วครับ ร่างกายปรับตัวได้ ทีนี้กลายเป็นถ้ากินดึกแล้วจะนอนไม่หลับแทน เป็นการบังคับให้ Fasting ไปโดยอัตโนมัติ แต่ส่วนตัวผมปล่อยเสาร์อาทิตย์นะ แต่ก็ไม่ได้กินดึกอยู่ดี พยายามกินข้าวเย็นให้ได้ก่อน 6 โมงเย็น เพราะบางทีกลับบ้าน พ่อแม่ทำมือเย็นให้กิน คือเขาอยากจะทำให้เรากิน แม้เราจะมีจุดมุ่งหมายได้แจ้งให้เขาทราบแล้ว แต่การทำข้าวเย็นกินกันเองก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่ไม่ควรละเลยเช่นกัน ส่วนถ้าอยู่คนเดียวก็เคร่งครัดตามปรกติ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะนอนเร็วได้แล้ว แต่ก็ยังตื่นสายอยู่ คือนอน 4 ทุ่ม แต่ตื่นประมาณ 8 โมงเช้า เพราะร่างกายมันยังไม่คุ้นชินกันการตื่นเช้า แม้จะตั้งนาฬิกาปลุกแต่ก็เอาไม่อยู่ ก็เลยเลือกปิดไปซะดีกว่า แล้วก็ให้มันตื่นของมันเอง ช่วงนั้นก็เลยกลายเป็นช่วงที่ได้นอนวันละ 10 ชั่วโมง

นอนเร็ว ตื่นเช้า

ผ่านไปประมาณ 1 เดือน หลังจากเริ่ม Fasting ที่ทำให้ได้นอน 10 ชั่วโมงต่อวัน ก็มีภารกิจต้องไปบรรยายให้เด็กปี 2 ที่บางมด (พระจอมเกล้าธนบุรี) ซึ่งเริ่มสอนตอน 9 โมงเช้า ความโหดคือผมอยู่รามคำแหง ผมไม่มีรถ และมันห่างไกลกันเหลือเกิน ตอนนั้นก็หาทางออกหลายทาง ทั้งจะไปนอนคอนโดเพื่อนที่ไม่ได้ไกลมากนัก แต่คิดไปคิดมาถ้าไปนอนกับมันคงจะได้คุยทั้งคืนไม่ได้นอนเลย สุดท้ายก็เลยตัดสินใจเดินทางออกไปจากรามคำแหงเนี่ยล่ะ เผื่อเวลาหน่อย ก่อนนอนคืนนั้นก็เลยตั้งนาฬิกาปลุกที่ 5:30 ปรากฎว่า ตื่นมาก่อนนาฬิกาปลุกอีก คืออยากจะปรบมือให้ร่างกายมากๆ นายเจ๋งมาก พอตื่นเอง ก็สดชื่นไม่ง่วงนอน ทำให้สามารถออกเดินทางไปได้ทันเวลาแน่นอน ความดีใจที่สุดก็คือ ได้ตื่นมาเห็นวิวตอนเช้าตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น คือไม่ได้เคยเห็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสได้เห็นอีกครั้ง 555

ตื่นก่อนพระอาทิตย์ด้วยตัวเองในครั้งแรก

หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็เลยปลุกนาฬิกาเอาไว้ตอน 5:30 ทุกวัน ซึ่งเกิดปัญหาว่า ไม่ใช่ทุกวันที่เราจะสามารถนอน 4 ทุ่มได้ บางวันลากไป 5 ทุ่ม หรือช้ากว่านั้น (แต่มาถึงตอนนี้ไม่หิวตอนกลางคืนแล้วนะ) พอนอนดึกตื่นเช้าก็เลยไม่ไหว สุดท้ายเลยปล่อยให้มันตื่นเอง ซึ่งโดยสภาพแล้วผมชอบนอน 8 ชั่วโมงอยู่แล้ว มันก็จะตื่นเองตลอดหลังครบ 8 ชั่วโมงตลอด นั่นก็คือเวลา 6 โมงเช้านั่นเอง (ผมมีแอปเอาไว้จับเวลานอนเวลาตื่น)

เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากเปลี่ยนเวลา

สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือการเปลี่ยนกิจกรรมที่จะทำแต่ละวัน จากแต่ก่อนมักจะสะสางงานตอนกลางคืน กลายเป็นช่วงนี้ตอนกลางคืนสมองไม่ทำงานแล้ว ต้องเอาไว้อ่านหนังสือแทน เพื่อที่จะได้ให้สายตามันห่างจากจอคอมก่อนนอน เสร็จแล้วก็ค่อยมาทำทุกอย่างตอนเช้าแทน ข้อดีอย่างหนึ่งของการตื่นเช้าก็คือ มันมีเวลาตอนเช้าเยอะมาก ไม่ต้องรีบออกไปทำงาน (โดยเฉพาะเวลาที่มีประชุม 9 โมงจะโหดมากถ้าเป็นช่วงที่ยังตื่นสาย) มีเวลาทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่อยากจะทำ ช่วงแรกๆ ที่ตื่นเช้าก็จะรู้สึกเหวงๆ หน่อย เวลาเยอะจัด ก็นั่งสมาธิ นั่งอ่านข่าวโน่นนี่นั่นไป ทำจนไม่มีอะไรอยากจะทำแล้วยังไม่ 8 โมงเช้าเลย ช่วงแรกๆ กลุ้มใจสุด 555 ตอนหลังมานี่ค้นพบว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สงบเหมือนกันนะ ก็เลยจัดเวลาใหม่ ตื่นมาปุ๊บกินน้ำล้างหน้าเสร็จก็มานั่งสมาธิสักพัก แล้วก็เปิดคอมนั่งเขียนโน่นเขียนนี่ไปตามสภาพ แต่ก่อนหน้านี้จะเขียนตอนสุดสัปดาห์ ตอนนี้ก็เลยเปลี่ยนมาเขียนทุกวันตอนเช้า วันละ 1 ชั่วโมงแทน ได้งานเขียนออกมาเยอะแยะเลย หลังจากเขียนเสร็จก็ติดตามงานต่างๆ วางแผนว่าวันนี้จะต้องทำอะไร จะต้องคุยกับใครยังไงบ้าง Assign งานถ้าจะต้องให้คนอื่นช่วยทำ แล้วจึงไปอาบน้ำแล้วเตรียมออกจากห้อง ถ้าวันไหนมีประชุมเช้าก็ออกเร็วหน่อย ซึ่งก็ชิวๆ ตั้งแต่ตื่นเช้าไม่เคยรู้สึกตระหนกตกใจเรื่องการต้องไปประชุมตอนเช้าอีกเลย 555

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าจะดีไปซะหมด เนื่องจากเพื่อนๆ ของเราก็ยังนอนดึกกันอยู่ เอาจริงๆ วัยรุ่นมันนอนดึกกันเป็นปรกติ ทำให้ขาดการติดต่อกับเพื่อนไปหลายคน โดยเฉพาะพวกที่ต้องโทรมาตอนดึก นอกจากนั้นเวลาที่ปรกติจะใช้ในการ Reserch และทำ Lab ที่ยากๆ กับเครื่องมือคอมพิวเตอร์ที่แต่ก่อนจะทำตอนดึกๆ ก็หายไปด้วย ตอนนี้เลยต้องเอาไปเสียบในเวลางานแทน (จริงๆ มันก็ควรทำในเวลางานมาตั้งแต่ต้นอะแหละ) ก็เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยได้มีพัฒนาการทางด้านคอมพิวเตอร์ที่ช้าลงไปกว่าแต่ก่อน หรือไม่แน่ตอนนี้ก็อาจจะไม่ค่อยมีอะไรที่จำเป็นต้องใช้ให้ศึกษาแล้วก็ไม่แน่ใจ และอย่างสุดท้ายที่จะหายไปเลยก็คือการเขียนโปรแกรมเป็นงานอดิเรกก็หายไปด้วย แต่ก่อนผมมักจะเขียนโปรแกรมไว้ใช้ตอนกลางคืน พอตอนนี้นอนเร็วแล้ว งานพวกนั้นก็เลยไม่ได้ทำอีกเลย ตอนนี้เลยเริ่มมีความเป็น Geek น้อยลงไปอย่างมาก แต่จริงๆ น่าจะเป็นการที่เราเอาเวลาไปพัฒนาทักษะด้านอื่นแทนมากกว่า


ถ้าพิจารณาดูแล้ว สาเหตุที่ทำให้เปลี่ยนมาเป็นคนนอนเร็วตื่นเช้าได้ สำหรับผมก็คงจะเป็นเรื่องของการอดอาหารไม่กินข้าวเย็นเนี่ยแหละ มันบังคับให้เรานอนเร็ว พอนอนเร็วได้สักพักก็เลยตื่นเช้าได้ในที่สุด ผมมองว่าจะนอนเร็วตื่นเช้า หรือจะนอนดึกตื่นสาย ทั้งคู่มีข้อดีข้อเสียของมัน ขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิตของคน ถ้าถามว่าสมัยก่อนเสียใจไหมที่ไม่ได้นอนเร็วตื่นเช้า ก็คงบอกว่าไม่ เพราะไม่เช่นนั้นก็คงไม่ได้ศึกษาและพัฒนาทักษะนอกห้องเรียนมาได้ถึงจุดนี้ จะมีไม่ดีก็ตรงเรื่องไม่ได้ไปออกกำลังกายกับเพื่อนๆ เนี่ยแหละ ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการนอน อย่างไรก็ดี ตอนนี้ได้กลายเป็นคนนอนเร็วตื่นเช้าแล้ว และอากาศตอนเช้าก็แสนดี ตอนนี้ก็ได้มีความตั้งใจมาเป็นเดือนละว่าจะไปออกกำลังกายตอนเช้าอยู่เหมือนกันแต่ยังทำไม่ได้ มารอดูกันว่าเมื่อไหร่ใจจะพร้อมจนไปถึงจุดที่จะได้ไปออกกำลังกายกัน 555 สำหรับวันนี้ขอจากไปก่อนครับ มีอะไรพูดคุยกันได้ข้างล่าง ลาก่อนครับ ธรรมะ สวัสดี