ประสบการณ์ การรับปริญญาครั้งแรก

หลังจากเรียนปริญญาตรีมา 4 ปีก็จบออกมาอย่างค่อนข้างจะสวยงาม
แน่นอนว่าสิ่งที่หลายๆ คนรอคอยคืองานรับปริญญาที่กำลังจะมาถึง
และแน่นอน สิ่งที่มีคนจำนวนมากต้องการ ย่อมมีปัญหาต่างๆ ตามมามากมายเป็นธรรมดา
ผู้คนจำนวนมากขึ้นทุกวัน บัณฑิตจบใหม่ก็มากขึ้นเช่นกันเป็นเรื่องธรรมดา
ผมเป็นบัณฑิตเพิ่งจบมาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ที่เคยมีความรู้สึก การจบปริญญาตรีนั้นเป็นเรื่องแสนจะธรรมดามาก
ไม่เห็นจะต้องมีงานรับปริญญาให้วุ่นวาย เหนื่อยกับฝูงชนมากมายเลย
ผมเข้าใจว่ามันยิ่งใหญ่มากสำหรับหลายคน โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ส่งลูกมาเรียน
แต่สำหรับคนบางกลุ่ม ที่แสนจะกลัวการปะทะกับฝูงชนจำนวนมาก
ซึ่งผมก็รวมอยู่ในคนกลุ่มนั้น อีกทั้งยังมีเพื่อนผมอีกหลายๆ คนซะด้วยซิ
เราจะจัดการตัวเองยังไงกับพิธีการที่เอาจริงเอาจัง และผู้คนจำนวนมาก
ผมจะไล่เป็นระยะๆ และดึงออกมาเขียนเท่าที่จะทำได้
เพื่อให้หลายๆ คนที่กำลังจะรับปริญญาได้เตรียมตัว

ช่วงยังเรียนหนังสืออยู่

ณ ตอนนี้การรับปริญญายังเป็นอนาคตห่างไกลมาก
สำหรับผมยังไม่ได้คิดว่าจะทำยังไงดีเมื่อถึงวันนั้น
สิ่งเดียวที่รู้คือ ทุกครั้งที่ไปงานรับปริญญา หรือมีถ่ายรูปกับพี่ที่กำลังจะรับปริญญาคือ
ผู้คนจำนวนมากมายจากทั่วทุกทุกแห่งแห่กันมาที่มหาวิทยาลัย
จนสร้างความหวาดกลัวฝูงชนให้ผมได้อย่างมาก
คือถ้าไม่ได้รักพี่รหัสที่ชุบเลี้ยงอุปถัมผมมาโดยตลอด
ก็รับรองได้เลยว่าจะไม่ไปเหยีบงานรับปริญญาแน่นอน
ถนนประชาอุทิศ ปรกติออกจากบ้านถึงมหาวิทยาลัยไม่เกินสิบนาที
กลายเป็นหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงมหาวิทยาลัย แถมควันรถก็มากมาย
เรียกว่าทำให้เกลียดงานรับปริญญาไปเลยทีเดียว และไม่อยากจะเข้าร่วมซะด้วยซ้ำ

ช่วงใกล้จะเรียนจบถึงวันสุดท้ายที่ต้องไปจัดการธุระเกี่ยวกับการเรียน

ช่วงนี้สำหรับสาขาวิชาที่ผมเรียนจบคือ การปั่นโปรเจคจบให้สำเร็จนั่นเอง
วันๆ ไม่มีอะไรหรอกครับ นั่งทำโปรเจค เขียนเอกสาร เตรียมนำเสนอกรรมการ
และหนึ่งในกิจกรรมที่จะมีถึงในอนาคตอันใกล้ก็คือ งานรับปริญญา ที่ผมไม่อยากจะเข้าเพราะกลัวฝูงชน
ตอนนั้นผมก็ได้คุยกับเพื่อนๆ ที่สนิทหลายคน ก็มีจำนวนมากที่คิดเหมือนผม
ไม่อยากจะเข้าร่วม เพราะขี้เกียจไปเบียดเสียดแออัดกับฝูงชนจำนวนมาก
และคิดว่าการจบปริญญาตรีเดี๋ยวนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งใหญ่อะไรเลย
ทำไมถึงจะต้องเข้าพิธีอะไรวุ่นวาย ทำอย่างฝรั่งไม่ได้หรือ แสนจะสบาย
แต่สุดท้าย ทุกคนจะคงจะต้องเข้าร่วม เพราะเป็นคำสั่งจากผู้ปกครอง หึๆ

ช่วงรอกำหนดการงานวันรับปริญญา

ช่วงนี้บันฑิตเพิ่งจบหลายๆ คนกำลังเครียดกับการหางานทำ
หลายคนก็ได้งานทำตั้งแต่ต้น หลายคนเริ่มเครียดเพราะเพื่อนได้งานกันหมดตัวเองยังไม่ได้
และอีกหลายคนก็เตรียมตัวเรียนต่อปริญญาโท ซึ่งผมก็อยู่ในกลุ่มหลังสุดนี้เอง
ผมตั้งใจจะไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ด้วยความเข้าใจผิดในทักษะภาษาอังกฤษ
คิดว่าตัวเองมีทักษาภาษาอังกฤษที่ค่อนข้างดี เพราะอยู่ในแวดล้อมของคนอ่อนอังกฤษ
จึงทำให้เกิดความประมาท ไม่ได้ตั้งใจเรียนลงไปในส่วนรากฐานของภาษาอังกฤษ
สุดท้ายจึงไม่สามารถนำไปใช้งานได้อย่างถูกต้องเพียงพอสำหรับการไปเรียนต่อ
ทำให้ต้องเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เพื่อทดสอบความสามารถนั่นเอง
หมดเงินไปหลายหมื่นครับช่วงนี้ แต่ก็ได้ผล ภาษาอังกฤษดีขึ้นจริง และเข้าใจว่าจะพัฒนาต่อไปได้อย่างไร
นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่อยากจะฝากน้องๆ ทุกคน ไม่ว่าคุณจะไปเรียนต่อต่างประเทศหรือไม่
ภาษาอังกฤษมันหนีไม่พ้นหรอกครับ เริ่มท่องศัพท์ตั้งแต่วันนี้ วันละคำสองคำก็ได้ครับ
ทำทุกวัน สุดท้ายมันจะเติบโตเป็นร้อยเป็นพันคำ และใช้งานมันได้อย่างคล่องแคล่วในที่สุด
หลายๆ คนท้อถอยจากการเรียนภาษาอังกฤษเพราะว่าอ่านไม่รู้เรื่อง ขี้เกียจเปิดดิกชันนารี
เชื่อผมเถอะ เปิดๆ มันเข้าไป ถ้าเคยเห็นแล้วลืมก็เปิดอีก มันจะเจ็บใจแล้วจำได้ สร้างคลังคำศัพท์ไว้
สุดท้ายถ้าต้องใช้จริงๆ เราก็ไปฝึกสี่สกิลหลักเอาทีหลังก็ยังได้ มันไม่ต้องใช้เวลาเท่าการสะสมคำศัพท์
กลับมาเรื่องรับปริญญา หลังจากผ่านไปสักพัก มหาวิทยาลัยก็มีจบหมายมาให้ไปชำระเงินค่าเข้าเข้ารับปริญญา
เป็นมุลค่า 1500 บาท ณ ตอนนั้นความคิดของคนไม่อยากเข้าร่วมคือ อะไรวะ ค่าเทอม เทอมละสามหมื่น
จ่ายไป 8 เทอม แถมได้สวัสดิการไม่ได้แตกต่างจากนักศึกษาสาขาอื่นในภาควิชาเดียวกันที่จ่ายเทอมละแค่หมื่นกว่าๆ
นี่มันเป็นอะไรที่เลวร้ายมากที่จะมาเก็บตังเพิ่มหลังจากที่เรียนจบไปแล้ว เกิดโมโหไปช่วงหนึ่ง แล้วสุดท้ายก็ไปจ่ายเงิน
ที่ธนาคาร แล้วก็ยังโดนค่าธรรมเนียมไปอีกสิบยี่สิบบาทอันนี้จำไม่ได้ แต่มันเคืองตรงต้องเดินทางออกจากถ้ำนี่ล่ะ 555
จ่ายเสร็จก็จบไป จากนั้นก็รอกำหนดการงานรับปริญญา และเนื่องด้วยรุ่นพี่ผมเป็นบัณฑิตช่วงน้ำท่วม
ทำให้ไม่ได้รับปริญญาในช่วงเวลาที่เขาควรรับ จึงมาทบรับปริญญาในปีเดียวกับรุ่นผมนั่นเอง
และแน่นอนสิ่งที่ผมต้องการรู้ที่สุดคือ รุ่นพี่ทำอย่างไรกับอากาศร้อน สิ่งที่ได้คำตอบมาคือ ทำอะไรไม่ได้
ก็ไม่เป็นไร เราก็จะยังหาวิธีจัดการกับมันต่อไป ซึ่งวันถ่ายรูปซึ่งไม่ได้อยู่ในห้องแอร์ ว่าจะเอาพัดลมไปตั้งเลยทีเดียว
ในระหว่างนั้นไม่นาน มีการเลี้ยงสายรุ่นน้องปีหนึ่ง ผมก็ไปร่วมแจมด้วย ว่าจะไปให้ความรู้กับไปช่วยจ่ายสักหน่อย
หนึ่งหัวข้อที่คุยกันคือเรื่องเกียรตินิยม ผมเข้าใจว่าติด F นี่จะไม่ได้รับเกียรตินิยม แต่รุ่นน้องมันมั่ว
ไปเอาข้อมูลมาจากไหนไม่ทราบว่าแค่ได้ต่ำกว่า D ก็อดแล้ว ไอ้เราก็ใจแป้ว เกียรตินิยมอันดับ 2 จะหายไปรึ
ในใจก็คิดไปว่า เอาไปทำเผือกอะไรไม่ได้อยู่แล้วเกียรตินิยม (และมันก็เป็นอย่างนั้นในโลกความเป็นจริง)
แต่มันก็นะ ครั้งนึงพ่อแม่ก็คงอยากเห็นเราได้เกียรตินิยม จะให้มันแป็กไปก็เสียใจเพราะพ่อแม่หวังเอาไว้
ความคิดผิดๆ นั้นทำให้แขวไปแปบนึง แต่ก็มั่นใจว่า สุดท้ายยังไงก็ต้องได้ดิเฮ้ย มันจะบ้าบอไปกันเกินไป
สุดท้ายหมายกำหนดการจากมหาวิทยาลัยก็ออกมา วันซ้อมย่อย ซ้อมใหญ่ วันรับปริญญา และรายชื่อ
แล้วก็สิ่งที่แอบทำให้ดีใจขึ้นมาได้นิดนึงก็คือ สุดท้ายเราก็ยังได้เกียรตินิยมอันดับ 2 อยู่ (ก็เออดิ ก็เกรดถึง)
ขอแทรกจังหวะชีวิตเรื่องการไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังจากนั้นไม่นานก็คือปีใหม่ผ่านไป
สิ่งที่ผมเพิ่งได้พบก็คือ มหาวิทยาลัยที่อเมริกามันกำลังจะหมดเขตสมัครวันที่ 15 มกราคม
ณ จังหวะนั้นคือ นี่กูทำอะไรของกูอยู่ ทำไมอ่านเว็บมันตั้งหลายรอบแล้วยังเข้าใจผิดว่าสมัครแถวเมษายน
แล้วทำไมเพิ่งมารู้สึกตอนนี้ว่ามันกำลังจะหมดเขตรับสมัครแล้ว และแน่นอนครับ สิ่งที่เข้ามาทำร้ายทันทีคือ
คะแนนทดสอบทักษะภาษาอังกฤษที่ยังไม่ผ่าน ตัว TOEFL เนี่ยผมได้ 78 ละ แต่ละทักษะก็คะแนนไล่กันโอเค
ถ้าส่งผลงานที่เคยทำเข้าไปร่วมด้วยก็น่าจะได้รับการพิจารณาอยู่เหมือนกัน เพราะผมเป็นคนชอบศึกษาอยู่ตลอดเวลา
แต่ปัญหาคือ คะแนน GRE ซึ่งอาจารย์ก็ได้เตือนมาตลอดว่ามันยากนรก ผมก็เพิ่งเตรียมตัวจะไปสอบสักมีนา
แต่บ้าละ นี่มันต้องสอบเสร็จไปตั้งนานแล้ว ผลสรุปสุดท้ายก็คือ ปีนี้ก็แป็กไม่ได้สมัครเรียนต่อในที่สุด
มันเป็นอะไรที่เลวร้ายมาก ผมไม่ค่อยได้พลาดอะไรในชีวิตเพราะปรกติจะวางแผนไว้อย่างดีตลอด
แต่ครั้งนี้พลาดด้วยน้ำมือของตัวเอง มันเหมือนกับสุภาษิตที่ว่า สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
หลังจากรู้ว่าจะไม่ได้ไปเรียนปีนี้แล้ว คนแรกที่จะไปรายงานผลก็คือ พ่อแม่
สิ่งที่ได้รับการตอบรับคือ ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ อยู่ไทยอีกปีก็ดี ได้มีเวลาร่วมกันอีกปี
ดังนั้นคนที่ควรจะเสียใจที่สุด กลับกลายมาเป็นผมเอง ที่ไม่สามารถดำเนินการตามแผนการได้
ความจริงแล้วเรื่องเรียนต่อนี้ แต่ก่อนก็อยากจะไปเรียนของตัวเองอยู่แล้ว แต่หลังๆ เริ่มไม่อยาก
เพราะได้พบว่าความจริงแล้วตัวเองอยากเดินทางธรรมมากกว่าทางโลก แต่ด้วยที่มีบุคคลที่มีพระคุณยิ่ง
ก็คือพ่อแม่ มีความเป็นห่วงว่า ทางธรรมมันก็ไม่ได้ราบรื่นต่างจากทางโลกสักเท่าไหร่นัก
หากเราเลือกไปเดินแล้วเกิดพลาดพลั้ง แล้วจะกลับมาดำเนินชีวิตต่อไปบนทางโลกได้อย่างไร
พ่อแม่ก็เลยอยากจะให้เรียนต่อไปก่อน เพราะทุกคนทราบว่าผมสามารถเรียนต่อไปได้อย่างแน่นอน
เขาก็เลยอยากจะส่งไปให้สุดแรง มึงอยากเรียน มึงเรียนเข้าไป กูจะส่งให้เรียนอย่างเต็มที่ ประมาณนั้น
ส่วนตัวผมก็ไม่ชอบอะไรที่คนทั่วไปทำกันได้อยู่แล้ว มันจะไปหาอะไรที่มันท้าทายมากกว่าทำเป็นธรรมดา
และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมผมถึงเลือกจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แทนที่จะเรียนในไทยนั่นเอง
ออกนอกเรื่องไปยาว กลับมาเรื่องรับปริญญา ประเพณีที่เราทำอยู่ประจำก็คือ
น้องๆ จะรวมเงินกันของขวัญให้พี่บัณฑิตสายรหัสของตน และเนื่องด้วยตัวผมนี้ดูเหมือนไม่ต้องการอะไร
น้องๆ ก็เลือกกันไม่ถูกว่าจะซื้ออะไรให้ จึงมาถามว่าผมอยากจะได้อะไร ทีแรกผมก็บอกแค่ว่า
อยากให้น้องๆ มาถ่ายรูปกันครบทุกคน ไม่ต้องซื้ออะไรมาให้หรอก ซื้อมาก็เอาไปกองไว้เฉยๆ
แต่สุดท้ายก็คิดออกว่า อยากได้อะไร มันช่างเป็นของขวัญที่สุดแปลก นั่นคือ
กระติกน้ำแข็ง พร้อมน้ำแดงเย็นฉ่ำภายใน เพื่อจะจัดการกับปัญหาความร้อนนั่นเอง
และไส้กรอกชีทที่ชื่นชอบ แหล่งพลังงาน เผื่อจะต้องรีบเบิ่งมาโดยไม่ได้กินข้าวเช้า
ทีแรกไอ้น้องก็นึกว่าเราพูดเล่น แต่ก็ยืนยันไปว่า เออ นี่ล่ะที่กูต้องการ 555

วันถ่ายรูปรวม ช่วงเช้า

กำหนดการคือ วันที่ 19 มกราคม 2013 เวลา 9:30
ด้วยความที่ผ่านมาเยอะหลายรอบแล้ว จึงมีการเตรียมการกันมาอย่างดี
เพื่อนๆ ผมที่บ้านค่อนข้างจะไกลจากมหาลัย จึงเดินทางมาพักค้างคืนที่หอผมด้วย
และแน่นอน เรารู้ว่ารถจะติด เราจึงรีบตื่นกันแต่เช้าและรีบเดินทางไปมหาวิทยาลัย
ไปถึงประมาณ 7 โมงเช้า ซึ่งสำหรับผมก็ถือว่าเช้ามาก แต่รถก็เริ่มติดกันแล้วครับ
แต่ก็ถือว่ายังไม่มากนัก สิบกว่านาทีก็เดินทางไปถึงมหาวิทยาลัย บรรยาการยังค่อนข้างเงียบ
และในอีกไม่นานนี้มันก็คงจะเต็มไปด้วยฝูงชนอย่างแน่นอน
มันเป็นช่วงเวลาที่แสนโชคดีเพราะว่า มันเป็นช่วงฤดูหนาว อากาศไม่ได้ร้อนมากนัก
ก่อนหน้าจะเข้ามหาวิทยาลัยก็แวะกินข้าวกันซะก่อนเพราะเวลายังเหลือมากมาย
พอเข้าไปถึงมหาวิทยาลัยก็ไปลาน SI ที่สิงสู่ประจำ ทำการจับจองที่นั่งเป็นอันเรียบร้อย
จากนั้นก็เริ่มเดินไปถ่ายรูปกันเรื่อยๆ นี่เป็นอีกสิ่งที่ผมไม่ชอบเลย การถูกถ่ายรูป
ผมไม่ชอบการเห็นตัวเองอยู่ในรูปถ่าย ไม่รู้เป็นอะไรเหมือนกัน มันเป็นมานานละ
จากนั้นเวลา 9:00  เราก็เดินทางไปถ่ายรูปรวมที่อาคาร 190 ปีฯ หรือโรงอาหารนั่นเอง
คนแม่ง เยอะเหี้ยๆ ครับ เห็นซุ่มจองภาพถ่ายบัณฑิต ทีแรกว่าจะไปจอง เห็นคนแล้วยอมเลยครับ
ไอ้ข้างบนก็คนเยอะมากครับ ไอ้ที่ถ่ายภาพเสร็จแล้วจะลง ไอ้คนที่กำลังจะถ่ายก็จะขึ้น อยากจะบ้าตาย
ผมหวังว่าคงจะไม่ต้องเจอคนมากมายขนาดนี้อีกแล้วล่ะมั้ง  (แต่ความจริงคือ ไม่สมหวัง เหอะๆ)
ก่อนจะถ่ายรูป เขาก็จะจับแถวยืนตามลำดับความสูง ไอ้เราเห็นตัวเลขหลักร้อยก็งง อะไรวะ เลขอะไร
กว่าจะเข้าใจก็จนเขาบอกว่าให้เรียงตามลำดับความสูง ก็เดินไปในแถวที่ตัวเองสูงอยู่แถวนั้น ก​็คือช่วง 160-169
อย่างไรก็ดี ไอ้แถวที่เราเข้านี้แม่ง ไม่มีเพื่อนๆ อยู่ด้วยเลย ก็เลยแอบลักไก่ไปอยู่แถว 170-179 ซะเลย เพราะผมสูง 168
แล้วก็ไปอยู่ท้ายแถวของแถวนั้น มันก็ไม่ได้ดูต่ำเตี้ยซะเท่าไหร่ เพราะผมว่ามีคนเตี้ยกว่าเราอยู่อีก (หรือว่าเราสูงขึ้นนะ)
จากนั้นก็เดินขึ้นไปบนแสตท ยืนถ่ายรูป เขาจะถ่ายกันทั้งหมด 3 รูป เอารูปที่ดีที่สุดหนึ่งรูป ดังทะลึ่งมีเพื่อนกลุ่มนึงมาถึงช้า
แต่ดันทันถ่ายรูปชุดที่ถาม ก็เขาเลยบอกว่าจะเอารูปชุดที่สามนี้ ซะงั้นเลยทีเดียว
หลังจากถ่ายรูปเสร็จ ก็กลับไปที่ภาควิชาไปถ่ายรูปกับสายรหัส วันนี้มีช่างกล้องประจำตัวก็คือแฟนผมเอง
ดื้อด้านจะมาให้ได้ ก็เลยเอามาใช้งานซะเลย และกล้องส่วนตัวก็คือ มืถือ Galaxy Nexus ก็ถ่ายออกมาใช้ได้เลยล่ะ
และแน่นอน น้องรหัสทำตามที่ได้คุยกันไว้คือ กระติกน้ำพร้อมน้ำแดงเย็นฉ่ำภายใน
แถมยังซ้ำแถมพลาสติกทิ้งได้เลยมาให้ด้วย เรียกได้ว่าสุดยอดมาก อากาศกำลังเริ่มร้อน ได้น้ำแดงเย็นๆ มาดื่ม
จึงเป็นประโยชน์แก่เพื่อนฝูงด้วย มาสูบน้ำแดงกันอย่างมีความสุขตลอดจนจบวัน หึๆ
ก็เดินถ่ายรูปกับน้องรหัสไปเรื่อยๆ เฮฮา ดี ถ้าน้องรหัสเข้ามาอ่านพี่ก็ขอบคุณที่มาร่วมถ่ายรูปกับพี่นะครับ หึๆ
สายรหัสเราเหนียวแน่นมาก ขอให้เหนียวแน่นอย่างนี้ต่อไปนานๆ ตอนประมาณเที่ยงวัน รู้สึกเหนื่อยมาก
จึงพาแฟนเดินทางกลับไปพักที่ห้องก่อน ไม่มีงานให้ทำละ กว่าจะได้รถกลับหอ แม่งแทบตายอะครับ
เรียกว่าอย่างมึน คนเยอะมาก รถก็เยอะมาก แต่ไอ้รถที่เราจะต้องขึ้นเนี่ยดันมาน้อย รออยู่ครึ่งชั่วโมงได้
ร้อนก็ร้อน ที่นั่งก็ไม่มี แต่สุดท้ายก็ได้ขึ้นรถมา ถึงห้องนี่แทบสลบกันเลยทีเดียว
เปลี่ยนเป็นชุดนักศึกษาธรรมดา เพราะตอนบ่ายที่ซ้อมสามารถใส่ชุดอื่นได้
แล้วก็ตากแอร์ในห้อง แล้วก็แอบงีบไปสักพัก จากนั้นก็ตื่นขึ้นมาเดินทางไปมหาวิทยาลัย
เวลาซ้อมย่อยเวลา 15:00 ให้ไปถึงก่อนสัก 15 นาที ผมก็ออกมาประมาณ 14:00
ไอ้ขาเข้ามหาลัยตอนนี้นี่ไม่วุ่นวายมากละ แต่ ณ ตอนนี้คือ ก็ยังเหนื่อยมากๆ อะนะ
พอมาถึงมหาลัย ปรากฏว่าเจอเพื่อนเก่าที่ซิ่วไปเรียนที่วิศวะการบินและอวกาศที่เกษตรตั้งแต่ปีหนึ่ง
รู้สึกแบบว่า เฮ้ยมึงใจมากอะ นี่ยังจะมาหากันอีกหรอนี่ 555 แต่ปรากฏว่า มันจะต้องเข้าซ้อมแล้ว
เพื่อนคนนั้นก็จึงไม่ได้ทำอะไรสักเท่าไหร่ แล้วบัณฑิตก็หายไปซ้อมย่อยกันหมด

ซ้อมย่อยครั้ง 1 ช่วงบ่าย

หลังจากถ่ายรูปกับเพื่อนเก่าที่ซิ่วไปตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็เริ่มหาเพื่อนเดินไปรวมแถวซ้อมย่อย
บัณฑิตส่วนใหญ่ก็ยังถ่ายรูปกันอยู่ ไม่ได้รู้สึกร้อนหนาวอะไร ไอ้เราก็เดินไปรวมแถวก่อนเวลานิดหน่อย
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ที่รวมแถวก็ยังมีบัณฑิตอยู่น้อยมากทั้งๆ ที่ใกล้จะถึงเวลาอยู่แล้ว และแน่นอนครับ
ไม่นานหลังจากนั้น บัณฑิตก็วิ่งกันหูตูบเมื่ออาจารย์วิริยะออกมาโวยวายว่าพวกนี้นี่มันสายกันตลอดเลย
ความยุ่งก็เริ่มขึ้นเมื่อไอ้พวกมาสายเริ่มเข้าสู่บริเวณสำหรับการจัดแถว ณ จังหวะนี้คือ ผมไม่รู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ทั้งหมดที่เกิดหลังจากนี้คือสิ่งที่ไม่เคยได้วางแผนเอาไว้ก่อน เพราะไม่เคยได้พบเจอมาก่อน หรือถามพี่ที่เคยผ่านไปแล้ว
ไม่ว่าจะยุ่งเหยืองเพียงไร อาจารย์ก็ยังมาแจกใบเก็บข้อมูลสถานะของบัณฑิตว่าทำงานหรือยัง หรือจะเรียนต่อ
แล้วควรจะพัฒนาการเรียนการสอนและกิจกรรมของมหาวิทยาลัยต่อไปอย่างไร
ก็เขียนกันบนหลังเพื่อนนี่ล่ะ จนเรียกเข้าห้องก็ยังเขียนกันไม่เสร็จ
หลังจากเข้าไปในห้องประชุม การซ้อมครั้งนี้จะมีเฉพาะคณะวิทยาศาสตร์
และมี อ.ยะ เป็นคนควบคุมการซ้อมด้วยตัวเอง อาจารย์ผู้นี้เป็นคนแรกที่ผมรู้สึกถึงความเป็นคอมพิวเตอร์
ตั้งแต่ได้มีโผล่ในมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปีแรก แกสอนวิชาพื้นฐานคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย และวิชาทางด้านการออกแบบระบบ
รวมถึงภาษาเก่าๆ อย่างเช่นโคบอล แต่ก่อนตอนปีแรกๆ ก็รู้สึกว่าอาจารย์นี่ล่ะสุดยอดละ เพราะตอนอยู่มัธยมไม่มีอย่างนี้เลย
แต่ไม่ค่อยได้เข้าไปคุยโน่นคุยนี่สักเท่าไหร่ คร่าวๆ ก็คือค่อนข้างจะต้องมีระเบียบวินัยในห้องเรียนเลยล่ะ
ข้อสอบแกผมคิดว่าบางทีก็มีอะไรที่มันไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ เพราะไม่ได้ใช้ แต่ถ้าทำได้หมดก็คือ เออ นี่มันจำได้ทุกอย่างที่เรียน
แน่นอน คนไม่ถนัดก็เกรดเน่ากันระนาว แต่โชคดีที่ผมชอบคอมก็เลยทำได้เกรด A มาทั้งคู่ หุๆ แต่ไปตายตอนวิชา SA
พอได้โตขึ้น ก็เหมือนศิษย์ลืมครู เพราะอาจารย์แกสอนแต่วิชาเก่าๆ ที่ไม่ค่อยได้เอามาใช้จริงในชีวิตประจำวัน
เรียกว่าถ้าจะเรียนคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีอาจารย์เป็นตัวก็ยังเรียนกันได้ถ้ามีพลังในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
ความรู้แทบทั้งหมดมันอยู่ในอินเทอร์เน็ตกันหมดแล้ว และช่วงปีหลังๆ ผมก็ไม่ค่อยได้เรียนกับอาจารย์แกด้วย
แล้วก็ยังมีปัญหาเรื่องอาจารย์ยกเลิกประเพณีที่พวกเราอยากให้มี ก็เลยแอบเคืองอยู่ในใจนิดหน่อยเหมือนกัน
อีกทั้งเวลาอาจารย์แกเดินก็มองพื้น พอเราไหว้เขาก็ไม่เห็น ก็เลยไม่ค่อยมาปฏิสัมพันธ์ แถมไอ้ตอนแข่งโปรเจคจบ
อาจารย์แกเป็นกรรมการตัดสิน เกิดปัญหาเรื่องการสื่อสาร เถียงโน่นเถียงนี่นอกประเด็นโปรเจค ไม่ยอมรับฟังอีก
วันนั้นก็เลยเคืองเลย เสียเวลาแทนที่จะได้อธิบายกลไกข้างใน เวลาก็เลยหมดไปกับการเถียงเรื่องการประเมินบุคคล
แต่สุดท้ายเราก็ได้มาเจอกันอีกครั้งตอนงานรับปริญญาที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดจากอาจารย์คนนี้ไปอีกครั้ง
กลับมาเป็นอาจารย์ที่ผมรู้สึกอยากจะเดินเข้าไปทักอย่างเต็มใจมากๆ อีกครั้งหนึ่ง
ขึ้นมาวันแรก อาจารย์ก็อธิบายเกี่ยวกับการรับปริญญาอย่างคร่าวๆ มันคร่าวๆ จริงๆ มีคำถามนับสิบคำถามในหัว
แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะคำถามเหล่านั้นก็ยังไม่จำเป็นต้องรู้ เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็คงค่อยๆ บอกออกมาเรื่อยๆ ยังมีเวลา
ครั้งแรกที่ซ้อมกันนี่ แม่งอย่างเน่าอะครับ ผมต้องบอกว่า มันเป็นอะไรที่ต้องเร็ว แม่นยำ ต้องการการซ้อมหลายรอบ
แต่ปัญาหคือคนมันเยอะครับ มันทำได้อย่างที่ทำนั่นล่ะ ถ้าจะแยกกลุ่มมากๆ มันก็ไม่มีบุคลาการไปซ้อม มันต้องแบบนี้ล่ะ
ซ้อมกันวันนั้น กว่าผมจะทำถูกทั้งหมด ก็เดินผิดไปทั้งหมด 3 รอบ หลังจากนั้นก็ลงตัวถูกต้องรวดเร็วทุกรอบละ
หลังจากเราทำได้ ความท้าทายก็จางหายไป แทนที่เข้ามาแทนด้วยความเน่าเบื่อ ต้องมานั่งรอคนอื่นมันเดิน
มันนานมากครับ นั่งคุยกับเพื่อนข้างๆจนไม่รู้จะคุยบ้าอะไรแล้ว และนี่เพิ่งครั้งแรกนะ และนี่กลุ่มเล็กสุดด้วย
วันนั้นกว่าจะจบก็เลยหมายกำหนดการไปพอสมควร ผมรู้สึกเริ่มประทับใจกับทีมงานทุกคนที่มาซ้อมรับปริญญาให้พวกเรา
หลังจากจบการซ้อมก็ปล่อยกลับบ้าน มีเพื่อนในกลุ่มมันต้องไปถ่ายรูปกับเพื่อนเก่าก็รอไปสักพัก นั่งกินน้ำแดงแก้เบื่อ
สุดท้ายก็หอบกระติกกลับหอ รอรถนานแสนนาน บอกได้คำเดียวว่า หิวโคตรๆ
กลับไปถึงหอก็ขึ้นไปเก็บของแล้วก็ออกมากินข้าว เสร็จแล้วก็ซื้อของกินไปกินเล่นบนห้อง
และเนื่องด้วยน้ำแดงยังเหลือเยอะมาก เราเลยจัดการมันด้วยการเล่น Slave ใครเป็น Slave ไปกินน้ำแดง 1 แก้ว
สุดท้ายก็เลยหมดเกลี้ยงปวดน้ำกันไปเป็นบางคน

ซ้อมย่อมครั้งที่ 2

วันรุ่งขึ้นคือการซ้อมย่องครั้งที่ 2 ซึ่งจะเริ่มซ้อมเวลา 13:00 วันนี้จะซ้อมรอบละครึ่งของจำนวนบันฑิตทั้งหมด
ดังนั้นก็จะใช้เวลานานกว่าเมื่อวานพอตัวซึ่งซ้อมอยู่คณะเดียว ก็สบายๆ ครับเดินทางมามหาลัย
ผมว่าวันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดที่ควรจะนัดผู้ปกครองมาถ่ายภาพ เพราะคนน้อยที่สุดแล้ว และเรายังใส่ชุดเต็มรูปแบบได้
แต่ความจริงคือไม่จำเป็นก็ได้ แต่ถ้าจะมาถ่ายรูปก็คือ มากันวันนี้นี่ล่ะ หลังจากมาถึงก็ไปเข้าหอประชุมที่อาคาร 190 ปีฯ
เรียกแถววันนี้แม่งแออัดกว่าเมื่อวานมากครับเพราะคนมันเยอะแล้วที่มันน้อยมาก เพื่อนเตี้ยๆ นี่แทบจะเป็นลมกันเลย
แล้วก็ถูกโหลดไปนั่งบนเก้าอี้ แล้วก็มีพวกมาสายทำให้ระบบวุ่นวายกันอยู่สักพักหนึ่ง จากนั้นก็เริ่มซ้อมกันต่อ
สิ่งที่พบวันนี้คือ บัณฑิตคณะที่ผมอยู่เหมือนจะทำได้ดีเมื่อเทียบกับคณะอื่น ซึ่งผมก็ว่ามันไม่แปลกว่า อ.ยะ ซ้อมให้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มันเสียเวลาครับ แทนที่เราจะได้กลับบ้าน แต่เราต้องมารอคณะอื่นทำให้ผ่านด้วยน่ะซิ
วันนี้มันมีเรื่องลุ้นอยู่ที่ว่า จะต้องจับรางวัลบัตรจอดที่ไบเทค เนื่องด้วยบัณฑิตมันเยอะมาก ที่จอดรถไม่พอ
แถวที่ผมอยู่จับได้กันเยอะมาก รวมถึงตัวผมได้ ขอย้อนกลับไปหาเรื่องผู้ปกครองกันนิดนึง
ก่อนหน้านี้ผมบอกผู้ปกครองผมตลอดมาว่า ไม่ต้องมาหรอก คนมันเยอะ มาก มาก มาก มาก
ไม่อยากให้เสียการงานมาเพื่อแค่มาถ่ายรูปกับผมแล้วก็กลับไป มันไม่คุ้มเวลาหรอก
เพราะว่ายังไงชุดครุยก็เป็นของพี่ของผมที่ซื้อเอาไว้ ซึ่งผมเอามาใช้ต่อได้เลย ไปถ่ายที่บ้านดีกว่า
แต่ก็ไม่ค่อยได้มีเวลาคุยกันมากก็เลยจะมากัน ผมก็เลยต้องมาอยากได้บัตรจอดรถกับเขาด้วย
หลังจากรู้ว่าได้บัตรจอดรถก็ดีใจ จะได้ช่วยให้ผู้ปกครองได้เดือดร้อนกับผมน้อยลงอีกนิดหน่อย
หลังจากนั้นเราก็จะได้รับเข็มวิทยฐานะ ข้างหลังมีชื่อสลักไว้ แล้วก็มีเขียนเกียรตินิยมอันดับสอง ไว้ด้วย
แล้วก็นั่งรอคณะอื่นๆ ซ้อมซ้ำแล้ว ซ้ำอีก จนจบ ลืมบอกว่า ช่วงหลังๆ ของวันนี้จะมีการขานชื่อด้วย
หลังจากเสร็จแล้วก็มีเพื่อนไปถ่ายรูปกับเพื่อนเก่าอีก ก็ไปนั่งรอที่ลาน SI ไปตบยุงรอเพื่อน
แล้วก็กลับไปเก็บของและแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน เตรียมไปทำงานกันพรุ่งนี้เช้ากันต่อไป
ส่วนตัวผมก็เก็บห้องทั้งคืน เหอะๆ วันต่อมาก็หาทางส่งบัตรจอดรถไปให้ผู้ปกครอง
ปรากฏว่าก็ส่งไปสำเร็จได้ด้วยบริการของ EMS ด้วยราคา 17 บาท หนึ่งวันถึงสมุทรสงคราม

ซ้อมใหญ่

กำหนดการคือวันที่ 25 มกราคา 2013 เวลา 13:00 ที่ไบเทคบางนา และแน่นอน ต้องมาถึงก่อนเวลา
ตัวผมอยู่แถวๆ ใต้ทางด่วน กม. 9 นั่ง 142 ไปชิวๆ เดินทางด้วย Google Maps บน Galaxy Nexus
ปัญหาคือไอ้แผนที่นี่มันไม่รู้จักคำว่าทางเดินลัดของคน ก็เลยต้องเดินตามถนนไปเรื่อยๆ ก็เลยไกลซะหน่อย
กว่าจะถึงก็เล่นเมื่อยขากันเลยทีเดียว แต่ก็ยังดีที่ใส่ชุดนักศึกษามาได้ จึงไม่ร้อนมากนัก มาถึง 11:30
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นคือ หลงไบเทคครับ หาเพื่อนไม่เจอ ผมพลาดเรื่องศึกษาแผนที่ไบเทคมาก่อน
ทีแรกนึกว่ามันจะง่าย ปรากฏว่ามันไม่ง่ายเลย มันใหญ่เหลือเกิน ดังนั้นถ้าคุณจะต้องมาไบเทค
อย่าลืมศึกษาแผนที่ อาคารไหนอยู่ตรงไหน ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง ทิศไหนเป็นทิศไหน
เดินหลงแล้วไม่คุ้มเลยครับไบเทคนี่ ไม่มีอะไรน่าเดินชม แถมยังร้อนและไกลมากๆ
กว่าจะนัดเจอเพื่อนกันได้ เหนื่อยมากมาย เมื่อวันนั้นผมไม่ได้จองรูปบัณฑิต ก็เลยมาจองวันนี้
กด ATM ออกมาจ่าย หมดตูดเลยคราวนี้ เพราะไม่ได้วางแผนเตรียมเงินไว้ก่อน
คนจองรูปก็ไม่ได้น้อยเลยครับ แต่มันต่างกันตรงที่เราไม่ต้องไปนัดเจอใครอีก
คือมันเป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอยครับ ดังนั้นค่อนข้างจะเป็นจังหวะที่ดีที่จะมาต่อคิว
แต่เกิดสิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะยังมีคนทำกันอีก โดยเฉพาะคนที่จบ ป.ตรี แล้วนั่นก็คือ
มีบัณฑิตแซงคิว ทีแรกก็โมโหเอามากๆ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าโมโหคือบ้า ก็เลยทำใจต่อคิวไป
สุดท้ายเราก็ได้จ่ายเงินช้าไปนิดนึง ไม่ได้เสียหายอะไรกับตัวเรามากมายนัก
แต่มันนั่นล่ะจะมีปัญหาในอนาคต อย่างไรก็ดี ผมรู้สึกเสียใจแทนประเทศไทยมากกว่าตัวเอง
หลังจากจ่ายเงินเสร็จก็ไปรวมตัวกับเพื่อนแล้วก็ไปเข้าแถวที่ห้อง EH102 ก็เดินครับเดินกลับไป
จาก EH106 ตากแดดเดินกลับไปจนแขนข้างซ้ายนี่ดำกว่าข้างขวา เหอะๆ ปรกติมันจะขาวกว่า
ก็ค่อนข้างจะวุ่นวายกันพอควร กว่าจะเข้าแถวกันเรียบร้อย วันนี้ยังดีที่เอาโน่นเอานี่เข้าไปได้ด้วย
ผมก็ซื้อขนมปังเข้าไปกิน และเอา Kindle เข้าไปอ่านหนังสือในห้องเพื่อรับมือกับความเบื่อ
การโหลดบัณฑิตวันนี้มีปัญหากับพวกบัณฑิตเล็บยาวทั้งหลายที่อาจารย์แกได้บอกไว้แล้วให้ตัด
เสียเวลาไปมากมายสำหรับการรอเพื่อนตัดเล็บ ที่นั่นก็ไม่มีตอนตั้งแถว ปวดใจมากๆ แต่ต้องทำใจ
เพราะลงเรือลำเดียวกันมาแล้ว จะเป็นอะไรมันก็ต้องโดนไปด้วยกันนี่ล่ะ ช่วยไม่ได้แฮะ
หลังจากโหลดเรียบร้อยก็เข้าไปนั่งที่นั่นอย่างสบายใจเพราะเมื่อยกับการยืน แต่ก็พอเข้าใจว่า
จะต้องนั่งอีกนานมากๆๆๆๆ ยังดีที่ได้ทำใจไว้ก่อนแล้ว สำหรับการซ้อมวันนี้ผมก็ทำได้ดีไม่มีปัญหา
การรอคอยในที่นี้มันน่าเบื่อมาก เรานั่งกันจนรากงอก เมื่อยก้น แล้วก็ได้ยืนตอนเดินขึ้นเวที
จากนั้นก็เริ่มเครียดตอนขึ้นเวทีเพราะต้องมีสติตลอดเวลา เดินซ้ายขวาชิด ซ้ายขวาชิดไปเรื่อย
จังหวะก่อนรับทำความเคารพ จากนั้นเดินไปข้างหน้า ยื่นมือไปรับพร้อมขาข้างล่างต้องตรง
เสร็จแล้วต้องเดินถอยหลังทันที มันเป็น 2 วินาทีที่ต้องทำหลายอย่างมาก แต่ก็ซ้อมจนคล่องแล้วล่ะ
วันนี้กมีการแจกหนังสือรุ่นเล่มหนาและหรูหนาเอาการอยู่ คาดว่าคงจะราคาหลายร้อยบาท
ข้างหลังมี CD เป็นไฟล์ PDF ของหนังสือรุ่นเล่มนี้นั่นเอง ขนาด 300 MB กว่าๆ
มันเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ในการเดินทางกลับ เพราะมันหนัก และผมไม่ได้เอากระเป๋าสะพานมา
อย่างไรก็ดี มันทำให้ผมระลึกได้ว่า ไอ้ที่จ่ายไป 1500 บาทนั้นมันถูกใช้หมดแล้วแถมยังขาดด้วย
อาจารย์บอกว่าค่าเช่าไบเทค 6 ล้านบาท ผมก็ไม่รู้ว่าหารกันสามพระจอมฯ หรือเปล่า อย่างไรก็ดี
ต่อให้หารแล้วก็ยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่ยังแพงอยู่สำหรับบัณฑิต 4000 กว่าคนกับเงินคนละ 1500 บาท
แถมยังมีของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ และเข็มวิทยฐานะสุดเท่ใส่กล่องอย่างดีอีกหนึ่งอัน
แน่นอน วันนี้ก็จะมีปัญหาบางคณะอย่างเดิม ก็โดนซ้อมกันยกคณะไป และเราก็ต้องรอออกไปพร้อมกัน
ไอ้คนซ้อมจบแล้วก็นั่งรอไปซิครับ แต่ยังดีนะที่วันนี้เอามือถือ เอาโน่นเอานี่เข้ามาเล่นแก้เบื่อไปได้บ้าง
แต่รู้สึกอยากทำงานมากๆ ถ้าเป็นไปได้ผมจะขนคอมมาทำงานในห้องนั้นเลย คงจะได้งานมากอยู่
ก่อนจะแยกย้ายอาจารย์ก็ประกาศโน่นนี่นั่น จนคำถามแทบทุกอย่างที่เคยมีหายไปจนเกือบหมด
หลังจากซ้อมเสร็จก็แยกย้ายกันกลับบ้าน และเรื่องที่ไม่คาดฝันต่อมาก็เกิดขึ้นอีกครั้งนั่นคือ
ไอ้สี่แยกบางนาเนี่ยปรกติรถมันติดประจำอยู่แล้ว นี่ยังมีอีกสี่พันกว่าคนหาทางกลับอีก
รถแม่งติดโคตรๆ ผมเริ่มจากเดินไปป้ายรถเมล์ ซึ่งมันไกลมากๆๆ ไบเทคมันกว้างมาก
แล้วก็เห็นสภาพรถติดก็เลยพอจะคิดได้ว่า คงต้องรอเป็นชั่วโมงกว่าจะมีรถเมล์ 558 มา
จึงเดินต่อข้ามฝั่งไปอีกไปข้าม 142 ด้วยความโชคดีมี 7-11 อยู่แถวนั้น จึงรีบเข้าไปซื้อของกิน
ประทังชีวิตเป็นมื้อเย็น แล้วก็เดินกินไปเรื่อยๆ จนถึงป้ายรถเมล์ ไอ้ฝั่งนี้ก็ติดอีกล่ะ
แล้วอยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนจากคิวรถตู้ที่คิดระลึกได้ทันทีเลยว่า ไอ้นี่มันเสียงสวรรค์ชัดๆ
มันมีรถตู้ขับอ้อมทางด่วนลงไปทางรถติดซึ่งเป็นถนนเล็กกว่าแต่การจราจรหนาแน่นน้อยกว่า
ผมรีบเดินไปขึ้นเลยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ค่ารถตู้จากตรงนั้นคือ 25 บาท และที่ดีกว่านั้นคือผ่านหน้าหอด้วย
รถตู้มันก็พาเข้าซอยเล็กซอยน้อย กว่าจะออกถนนใหญ่ กูแทบอ๊วก แล้วก็เข้าซอยอีกรอบ
อยู่ๆ ก็มาอยู่ถนนสุขสวัสดิ์เฉยเลย แล้วก็มีคนบอกจอดวัดสนด้วย ผมก็เฮ้ย อะไรวะ งงไปหมดตอนนั้น
จึงรีบเปิดมือถือมาดูว่าอยู่ตรงไหนแล้ว และอีกไม่นานก็เข้าสู่เขตคุ้นเคยก็เคยแถว กม.9
แล้วก็กลับหออย่างสวัสดิภาพ สิ่งแรกที่คิดได้คือ โทรหาผู้ปกครองแล้วบอกว่า อย่ามาไบเทคเลยนะ
ถ้าจะเจอกัน ไปเจอกันที่มหาวิทยาลัยดีกว่า สักสามสี่โมงเย็นถ่ายรูปกันที่มหาลัยดีกว่า
เรื่องไอเดียกลับไปถ่ายรูปที่มหาลัยนี้เป็นของ อ.ยะ ที่ประกาศไว้ก่อนจะปล่อย มันเจ๋งมากเลย
แต่ในที่สุดผมก็คุยกับผู้ปรกครองว่า ไม่ต้องมาเลยดีกว่า เสียเวลาทำมาหากิน
เดี๋ยวกลับไปถ่ายรูปที่บ้านเกิดเลยดีกว่า ไปเหนื่อยนัดญาติพี่น้องกันไว้ให้ครบจะดีกว่า
สุดท้ายก็คือ ผู้ปกครองไม่ได้มา ผมแอบเสียใจแทนคนที่ต้องการบัตรจอดรถ
ถ้าผมสามารถทำให้ผู้ปกครองไม่ต้องมาได้เร็วกว่านี้ก็คงจะมีคนเสียใจน้อยไปอีกหลายคน

วันจริง

ในที่สุดก็ถึงวันจริง วันสุดท้ายที่จะต้องเหนื่อยกับการรับปริญญาแล้ว
กำหนดการคือ วันที่ 28-01-2013 ถึงไบเทคบางทีก่อน 6:00 วันนี้แฟนผมมาช่วยแต่งผมให้แต่เช้า
เพราะหล่อนก็จะไปเหนื่อยยากกับผมด้วย รวมถึงไปหาเพื่อนของเขาด้วย ก็ดี ได้มีคนถ่ายรูปให้ผม
ก็ออกจาก กม. 9 ประมาณตี 4 ไปถึงไบเทคบางนาตี 5 กว่าๆ และแน่นอน เกิดเรื่องไม่คาดฝันอีกตามเคย
วันนี้ฝนแม่งตกตอนตี 2 เหมือนจะดีช่วยให้อากาศเย็น แต่รถติดครับ แถวใบเทคถนนมันเป็นแอ่ง
น้ำท่วมเป็นช่วงๆ ทำให้รถติด อีกตั้งทางเดินก็เป็นแอ่ง กางเกงผมสีขาว เครียดมาก ต้องระวัง
รถเริ่มติดตั้งแต่ก่อนขึ้นสะพานกลับรถ ผมเริ่มรู้สึกสงสารแท็กซี่ที่เขาจะต้องมาเจอรถติด
หลังจากข้ามสะพานมาได้สักพักผมจริงบอกว่าจะลงแถวนี้ล่ะ และนั่นคือการตัดสินใจที่ผิด
ผมต้องการจะเดินไป 7-11 เพิ่มซื้อของกิน ใช่ครับมันไกลมาก เพราะไบเทคมันกว้าง
แต่ที่แย่กว่านั้นคือ ทางเดินมันเปียกแล้วต้องคอยเดินหลบ ผมก็พับขากางเกงขึ้นมา
ก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด สุดท้ายก็ยังเลอะอยู่ดี และนอกจากนั้น
ยังตัดสินใจผิดเรื่องการไม่เข้าไปเดินในไบเทค เพราะในไบเทคน้ำไม่ขัง
ถ้าเข้าไปเดินตั้งแต่ประตูแรกที่เจอ ชุดก็คงไม่เลอะมากอย่างที่เกิดขึ้น
หลังจากซื้อของกินกลับมาก็แทบจะถึงเวลาเรียกแถวเพราะว่ามันเดินไม่ได้เร็ว
ยังดีที่ได้เผื่อเวลาเอาไว้บ้างจึงได้มีเวลาพักกินและเข้าห้องน้ำประมาณ 5 นาที
หลังจากนั้นก็เรียกแถวและเข้าพิธีจริง วันนี้ไม่มีเวลาได้ไปหาเพื่อนเลย
ท่ามกลางบัณฑิตรอบตัวที่ไม่รู้จักใครเลย เดินเบียดเสียดกันเข้าไปห้องเรียกแถว
หลังจากนั้นจึงได้เจอเพื่อน ที่ตัวเปล่า ไม่มีอะไรเข้ามากันเลยวันนี้ แล้วก็เรียกโหลด
บัณฑิตเข้าห้องพิธีการ ได้นั่งที่เดิมเหมือนตอนที่ซ้อมใหญ่เลย สุดยอดมาก
วันนี้แตกต่างจากวันซ้อมใหญ่ตรงที่หลังจากอันเชิญพระมหามงกุฎแล้ว
ก็มีวง KMUTT Chorus มาพร้อมเพลงให้เกิดอาการขนลุกให้ฟัง
โดยมี อ.ยะ เจ้าเก่าเป็นคนเล่าเรื่องให้วงร้องเพลงน่าจะตามที่เตรียมกันไว้
ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้มีโอกาสได้ฟังเพลงจากชมรมที่ผมเคยอยากเข้าอีกครั้ง
หลังจากนั้นก็เกิดอาการมีนักศึกษาปวดฉี่กันตามระเบียบ ซึ่งผมไม่คิดเลยว่าจะมากขนาดนี้
บางคนอาจจะพลาดดื่มน้ำเข้าไปมาก แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเยอะมากมายขนาดนั้น
เรื่องนี้ผมได้เตรียมการมาดีมาก เช้าน้ำมันดื่มน้ำเข้าไปเต็มที่ จากนั้นก็ฉี่ก่อนออกจากห้อง
แล้วก็ฉี่อีกครั้งก่อนจะโดนเรียกแถว แล้วหลังจากนั้นก็ได้ดื่มน้ำเพิ่มไปอีกแค่ 3 อึก
รับรองว่าจะได้ขาดน้ำแทนปวดฉี่อย่างแน่นอน เหอะๆ หลังจากได้ปล่อยให้ไปห้องน้ำในห้องนั้น
แค่แปบเดียว ไม่มีทางที่จะฉี่กันทันอย่างแน่นอน ก็ต้องกลับมานั่งรอพร้อมรับเสร็จพระเทพฯ
ก็รออยู่นานพอสมควร หลังจากนั้นพระเทพฯ ก็เสด็จ ก็เป็นอีกจังหวะที่ได้ยืนให้หายเมื่อยจากการนั่ง
หลังจากนั้นก็เป็นไปตามพิธีการ แล้วก็เริ่มการพระราชทานปริญญาบัตร วันนี้ผมรู้สึกเหมือนกับว่ามันช้าลง
ไม่ทราบว่าเป็นที่บัณฑิตหรือคนอ่าน แต่ผมเข้าใจว่าวันนี้การอ่านชื่อมีการเว้นช่องไฟเยอะขึ้น
เรื่องนี้ไม่แน่ใจว่าทำให้บัณฑิตเข้ารับช้าลงหรือไม่อย่างไร บางจังหวะยังพบว่า อ่านชื่อไม่ทันบัณฑิตซะด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ดี วันนี้เราจะต้องเดินไปรับแค่รอบเดียวแน่นอน แต่ว่ามันน่าเบื่อมากเพราะวันนี้ไม่มีเครื่องคราวเครียด
ต้องนั่งให้ดี สิ่งที่ทำได้สำหรับการแก้เบื่อก็คือ กระซิบคุยกับเพื่อนเป็นระยะๆ ไม่ก็นนั่งหลับไปเลยอย่างเรียบร้อย
วันนี้จังหวะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรก็ทำได้ดีไม่มีปัญหา และคิดว่าส่วนใหญ่ก็ไม่มีปัญหากันด้วย
หลังจากเสร็จพิธีสมเด็จพระเทพฯ เสด็จกลับก็โหลดบัณฑิตออกอย่างรวดเร็ว ลาดกระบังกำลังจะมารับต่อ
ซึ่งมีจำนวนห้าพันกว่าคน ต้องโหลดเก้าอี้อีกหนึ่งพันตัว รู้สึกมหัศจรรย์กับการโหลดเก้าอี้หนึ่งพันตัวในไม่กี่นาที
หลังจากออกมาก็พบว่า บันฑิตหนึ่งคนได้ขยายร่างออกเป็น 3-10 คน คนที่เพิ่มมาเหล่านั้นก็คือผู้ปกครองนั่นเอง
ไม่ใช่แค่นั้น มันมีจากทางฝั่งบัณฑิตของพระจอมเกล้าลาดกระบังด้วย ทางฝั่งนั้นยิ่งเยอะกว่าอีก
สิ่งแรกที่ผมพูดกับตัวเองหลังจากเห็นคนก็คือ ชิบหายละ!! ต้องเดินเบียบเสียดผู้คนไปพบกับแฟนตามจุดที่นัดหมายไว้
และแน่นอนครับ เครือข่ายมือถือ ยับเยิน ด้วยจำนวนคนมากมายขนาดนั้น กว่าจะโทรติดกันได้
ทีแรกผมวางแผนว่า พอเจอกันแล้วก็ว่าจะรีบออกจากจุดนั้นทันที แต่ปรากฏว่าไม่สามารถทำได้
เพราะต้องรอแฟนไปถ่ายรูปกับเพื่อนก่อน แล้วก็อาจารย์ที่สนิทกันแต่เขาเพิ่งได้มางานเมื่อวันนี้
หลังจากจบภาระกิจที่นั่นก็รีบเดินทางกลับโดยทันที แต่ก็โชคดีที่วันนี้รถเมล์ 142 คนไม่เยอะ
เลยได้นั่งกลับสบายใจ ลงหน้าหอแล้วก็พักผ่อนนิดหน่อย จากนั้นก็เดินทางเข้าไปที่มหาลัยเพื่อถ่ายรูป
วันนี้มหาลัยบรรยากาศดีจริงๆ อย่างที่อาจารย์บอก มีบัณฑิตจำนวนหนึ่งมาถ่ายรูป อากาศเย็นสบายแต่มีแดด
ผมก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อย ไปถ่ายรูปกับอาจารย์ แล้วก็กับพี่ที่ทำงานอยู่ด้วยกัน
จากนั้นก็กลับบ้าน แต่สิ่งนึงที่มีอยู่ตลอดก็คือ พร้อมจะหลับได้ทุกวินาที เหอะๆ
หลังจากกลับห้องมาแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็นอนยาววววว ตื่นมาอีกทีตอนกลางคืนมาอาบน้ำ
แล้วก็นอนต่อ เหอะๆ นี่เพิ่งจะตื่นมาเมื่อตอนเที่ยงของอีกวันเพื่อมานั่งเขียนบทความนี้
ก่อนมันจะหมดไปจากความทรงจำ ดังนั้นก่อนวันรับปริญญา ทำยังไงก็ได้ครับให้หลับให้ครบ
ผมว่ายานอนหลับแต่หัวค่ำก็น่าสนใจมากเหมือนกันนะ

หลังจากงานรับปริญญา

นี่คงจะเป็นบทสรุปของงานรับปริญญาที่เจอกับตัวเข้าจริงๆ
มันเหนื่อยกว่าที่ผมคิดว่ามากๆ และน่าเบื่อด้วย เหอะๆ
แต่ในความเหนื่อยและน่าเบื่อนั้น ก็มีความประทับใจหลายอย่าง
โดยเฉพาะในพิธีจริง มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันอารมณ์เหมือนเรียน ร.ด.
คือมันเหนื่อยมากนะ แต่มันควรจะเข้าไปได้เจอสักครั้งอะ มันอาจจะทำให้เราแข็งแกร่งมั้ง
พิธีนี้ก็ฝึกให้เรามีวินัยไปในตัว ต้องอดทนรอ ใช้ชีวิตแบบต้องพ่วงกับคนอีกสี่พันกว่าคน
ได้เห็นว่าการทำงานกับคนจำนวนมากมันยุ่งยากและวุ่นวายขนาดไหน
ได้เห็นความตั้งใจของอาจารย์และคณะผู้จัดงานทุกคน
และรู้สึกรักมหาลัยมากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก หลังจากที่รู้สึกว่ามันเป็นธุรกิจมาสักพักใหญ่ๆ
ณ จังหวะนี้คงจะเหลืออีกสิ่งที่ผมอยากจะทำก็คือ ไปถ่ายรูปกับอาจารย์ที่ร่วมกันจัดงานนี้
ผมรู้สึกขอบคุณเหลือเกินกับการเสียสละแรงทั้งหลายให้กับบัณฑิตที่ดีบ้าง แย่บ้าง ทุกคน
และตั้งแต่นี้ต่อไป คำว่าเกียรตินิยมก็คงจะเป็นอดีตที่เคยภาคภูมิใจแต่ไม่ได้ใช้งาน
สำหรับน้องๆ ที่ยังเรียนกันอยู่และยังมีโอกาสจะปั้มเกรดให้ถึงเกียรตินิยม
ผมอยากจะบอกว่า ผมก็เคยคิดว่ามันไม่มีประโยชน์เหมือนกันนะ มันไร้สาระอะ
หลายๆ คนก็คงรู้สึกว่า ได้เกรดดีมันไม่ได้วัดความสามารถได้เสมอไปหรอก
แต่ว่าผมคิดว่า ถ้าทำได้นะ ก็ทำไปเถอะ แต่ก็อย่าเลิกที่จะเรียนนอกบทเรียนด้วย
บทเรียนนอกตำราที่มหาลัยไม่สอนผมมองว่าสำคัญมากกว่าที่มหาลัยสอนซะด้วยซ้ำ
แต่การที่เราเรียนบทเรียนข้างนอกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทเรียน มันช่วยชูเกรดเราได้
ถ้าเราเลือกเข้าเรียนมาในสิ่งที่เราชอบศึกษาอยู่แล้วเนี่ย นั่นคือความโชคดียิ่ง
สำหรับผม ผมชอบคอมพิวเตอร์มากๆ และเพิ่มเองทุกวัน ความรู้ความแดกแขนงแป็นเป็ด
เข้าไปเรียนวิชาคอมทีไรก็เก็บเกรดได้อย่างไม่ยากลำบากตลอด แต่ดันไปเจอวิชาอื่นๆ
เช่นแคลคูลัส 4 ตัว คณิตอื่นๆ อีก เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ วีชาพวกนี้ทำให้เกรดตก
แต่นี่ก็ยังได้เกียรตินิยมอันดับ 2 แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะเลือกทำให้ได้อันดับ 1
เท่าที่คิดได้ตอนนี้ประโยชน์ของมันคือ ใช้เรียกเงินเดือนได้บางที่สำหรับช่วงแรกๆ
กับได้เรียกขานชื่อก่อนตอนรับปริญญา แต่มันดันมีเขียนในใบปริญญาด้วยนี่ซิ
ถ้าเป็นไปได้ ตั้งสติลองนึกว่ากิจกรรมไหนไม่ช่วยส่งผมดีต่อการเรียน
ลองลดเวลาของกิจกรรมนั้นลงบ้าง แล้วไปหาอะไรที่ทำแล้วมีความสุข
และยังช่วยส่งผลต่อการเรียนได้ด้วย ก็จะดีมากเลยทีเดียว
บางครั้งการอ่านข่าวที่เกี่ยวกับวิชาที่เรียน ก็ช่วยให้เข้าใจบทเรียนมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นให้ติดตามข่าวที่เกี่ยวกับสาขาที่ตนเรียนอยู่ทุกวัน จะช่วยให้เกรดดีขึ้นได้เหมือนกัน
และที่สำคัญสุดก็คือต้องตั้งใจเรียนหนังสือด้วย บางครั้งหลายๆ คนอาจเจออาจารย์
ที่สอนแย่จริงๆ สอนห่วย ผมก็เจอ ถ้าเจอแบบนั้นก็ทิ้งไปเถอะ เราดูว่าเขาสอนอะไรบ้าง
แล้วก็หาหนังสือมาอ่านเองเลย เป็นเด็ก ป.ตรี แล้วผมเชื่อว่าศึกษาเองได้ ไม่ต้องถูกป้อน
แล้วก็เทียบว่ามันตรงไหน ถ้ามันตรง ก็งดงามแล้วล่ะ สุดท้ายวิชามันก็เหมือนๆ กัน
สำหรับน้องๆ ที่ไม่มีโอกาสจะติดเกียรตินิยมแล้ว ก็ไม่ต้องเสียใจเหมือนกัน
เพราะว่ามันเอาไปใช้งานจริงไม่ได้อย่างที่ว่าล่ะ มันก็แค่เป็นความประทับใจครั้งหนึ่ง
แต่ไอ้คนได้เกียรตินิยมอันดับ 2 เนี่ยมันเจ็บใจ มีงานวิจัยออกมาว่า คนที่ได้ที่ 3
จะมีความสุขมากกว่าคนได้ที่ 2 เพราะมันจะคิดว่า สุดท้ายเราก็ยังได้
แต่ไอ้คนที่ได้ที่ 2 มักจะคิดว่าเราเพิ่งพลาดที่ 1 ไป ผมได้พิสูจน์ว่ามันจริง ก็ครั้งนี้ล่ะ
แต่ถ้าจะไม่มีอะไรเลย มันก็คงไม่ดีเท่าได้อะไรบ้าง จริงไหม
สุดท้ายก็อยากฝากให้ตั้งใจเล่าเรียนกันต่อไป เสียดายเงินผู้ปกครอง
ต่อให้จะมองว่ามหาวิทยาลัยมันเป็นธุรกิจหรืออย่างไรก็ตาม
แต่สุดท้ายภายในของมันก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าหัวใจที่อยู่กับผู้คนที่รักสถาบัน
เขียนมายืดยาว คงไม่มีบทสรุปที่ตายตัว ใครจะหาเนื้อหาอะไรก็อ่านเข้าไปก็ละกันครับ
ผมคิดว่า แต่ละที่ ก็คงจะแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ผมทำคือ ผมต้องการบันทึกความทรงจำของผมเอง
และผมคิดว่า มันน่าจะมีประโยชน์สำหรับคนรุ่นหลัง มีกำลังมองหาเทคนิคการดำรงชีวิตกันอยู่