Chat Room

Author Topic: กลโกงและการหลอกลวงบนอินเทอร์เน็ต  (Read 4514 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

Offline spicydog

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 558





อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่ทำให้คนทั่วโลกสามารถติดต่อถึงกันได้แบบปฏิสัมพันธ์กล่าวคือ ผู้รับและผู้ส่งข้อมูลสามารถสื่อสารและ โต้ตอบข้อความกันได้ทันทีในรูปแบบมัลติมีเดียอีกทั้งยังลดข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาและสถานที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการทำธุรกิจผู้ซื้อและผู้ขายได้รับความสะดวกในการซื้อขายและการโฆษณาสินค้าหรือบริการอินเทอร์เน็ตทำให้การประกอบ ธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือ?พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์? มีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมในปัจจุบันมากขึ้น
อย่างไรก็ดี การใช้อินเทอร์เน็ตอาจจะถูกนำไปใช้ในแง่ลบเพื่อหลอกลวงบุคคลเช่นเดียวกันกับการซื้อขายตามปกติ เนื่องด้วยผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตในการทำธุรกรรมอาจไม่ทราบตัวบุคคลของผู้ที่ติดต่อว่าเป็นบุคคลใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน
ข้อมูล สถิติ จากการศึกษาข้อมูล สถิติเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตเมื่อกลางปี พ.ศ. 2544(อ้างอิงจาก Nua Internet Survey, สิงหาคม 2544)มีการประมาณการว่าจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกสูงถึง 513 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 8.46 ของประชากรทั่วโลก สำหรับ ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีจำนวนกว่า 144 ล้านคนสำหรับข้อมูลจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2544สำรวจโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ามี จำนวน 3.5 ล้านคน(http://ntl.nectec.or.th/internet)
นอกจากนี้ รายงานสำรวจเรื่อง?การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต? เมื่อปี พ.ศ. 2543ของหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่า ?National Fraud InformationCenter?ซึ่งมีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าและบริการทาง อินเทอร์เน็ต พบว่าในช่วงครึ่งหลังของปีเดียวกันมีการร้องเรียนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 20,014 เรื่อง และเมื่อรวมมูลค่าความเสียหายตลอดทั้งปีคิดเป็นเงิน 3,387,530 ดอลลาร์สหรัฐฯหรือความเสียหายเฉลี่ยต่อบุคคลคิดเป็นจำนวนเงิน 427 ดอลลาร์ สหรัฐฯเรื่องที่ได้รับการ้องเรียนมากที่สุด 5 ลำดับแรกคือการประมูลสินค้าทางอินเทอร์เน็ต (Internet Auctions) (78%),การซื้อสินค้าทั่วไป (10%), การให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet AccessServices) (3%), การประกอบธุรกิจที่บ้าน (Work-At- Home) (3%)และการให้สินเชื่อล่วงหน้า (Advance Fee Loans) (2%) ตามลำดับและจากการสำรวจในปี 2544 ที่ผ่านมาพบว่าผู้บริโภคได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงิน 4,371,724ดอลลาร์สหรัฐฯ
การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงมีหลายวิธีการ ตั้งแต่วิธีการดั้งเดิมที่อาจพบโดยทั่วไปไปจนถึงวิธีการที่สลับซับซ้อนผู้หลอกลวงใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ สาธารณชนแม้ว่าผู้บริโภคจะมีความรู้ทางเทคโนโลยีแต่ก็อาจไม่รู้เท่าทันหรือไม่ทราบถึงวิธีการหลอกลวงดังกล่าว จึงอาจได้รับความเสียหายได้ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงรูปแบบของการหลอกลวงที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือและเ
สนอแนะวิธีป้องกันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคทำให้สามารถป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ดียิ่งขึ้นด้วย
รูปแบบของการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต
รูปแบบของการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต มีลักษณะและวิธีการป้องกันโดยสรุป ดังนี้
1. การประมูลสินค้าทางอินเทอร์เน็ตโดยหลอกลวง (Internet Auction Fraud)
การโฆษณาขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตด้วยวิธีการประมูลสินค้าผู้ซื้อที่สนใจจะเข้าร่วมการประมูลมักต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิกของเว็บไซต์นั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆหลังจากนั้นจะได้รับหมายเลขสมาชิกและรหัสผ่าน (password)ผู้ซื้อจะต้องเสนอราคาซื้อแข่งขันกับผู้ซื้อรายอื่นเมื่อเสร็จสิ้นการประมูลถือว่ามีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ประมูลและผู้เสนอขาย โดยจะมีการส่งข้อความทางอีเมล์ (e-mail)แจ้งให้ผู้ซื้อและผู้ขายทราบผลการประมูล และแจ้งรายละเอียดที่จะติดต่อกันได้เพื่อให้ทั้งฝ่ายผู้ซื้อขและผู้ขายติดต่อกันในเรื่องการชำระเงินและการส่งมอบสินค้า
ลักษณะการหลอกลวง :
การประมูลสินค้าทางอินเทอร์เน็ตเป็นวิธีการซื้อขายสินค้าที่ได้รับความนิยมและเป็นช่องทางการติดต่อซื้อขายสินค้าที่ สะดวกรวดเร็วในรายงานสำรวจที่กล่าวมาแล้วของบางประเทศพบว่าเป็นวิธีการหลอกลวงที่พบมากที่สุดเช่นกัน การหลอกลวง มีหลายรูปแบบ เช่นผู้ขายไม่ส่งมอบสินค้าที่ผู้ซื้อประมูลได้ เพราะไม่มีสินค้าอยู่จริง,การหลอกลวงโดยการปั่นราคาซื้อขายผู้ขายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ขายจะเข้าเสนอราคาเพื่อประมูลสินค้าของตน เพื่อให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้ซื้อต้องซื้อสินค้าในราคาที่สูงเกินจริง เป็นต้น
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ :
ผู้ซื้อได้ชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายแล้ว แต่ยังไม่ได้รับสินค้าหรือได้รับสินค้าที่ชำรุดเสียหาย หรือเป็นสินค้าที่มีลักษณะไม่ตรงกับที่มีการเสนอขายแต่แรกด้านผู้ให้บริการประมูลทางอินเทอร์เน็ตเองก็อาจได้รับความเสียหายเพราะผู้ใช้บริการ (ผู้ซื้อและผู้ขาย) ไม่ให้ความไว้วางใจและไม่ใช้บริการ
วิธีการป้องกัน :
ผู้ซื้อควรตรวจสอบว่าเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการด้านการประมูลทางอินเทอร์
เน็ต(คนกลาง) มีวิธีการระบุตัวบุคคลที่ เป็นผู้ขาย (หรือผู้ซื้อ) ดีพอหรือไม่กล่าวคือมีการเก็บประวัติ รายละเอียดของผู้ขาย ที่สามารถติดต่อได้หรือพิจารณาว่าผู้ให้ บริการด้านการประมูลทางอินเทอร์เน็ต (คนกลาง)มีนโยบายการประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง
2. การให้บริการอินเทอร์เน็ตโดยหลอกลวง (Internet Service Provider Scams)
ผู้หลอกลวงจะส่งเช็คจำนวนหนึ่ง (เช่นราว 3.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ)ให้แก่ผู้ใช้บริการ เมื่อมีการเบิกเงินตามเช็คแล้ว ก็ถือว่าผู้บริโภคตกลงที่จะใช้บริการของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet ServiceProvider - ISP) ที่ได้รับแจ้ง ในการนี้อาจจะไม่มีการแจ้งค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆและมักเป็นการทำสัญญาให้บริการอินเทอร์เน็ตที่มีระยะเวลานานผู้หลอกลวงจงใจให้ผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการเกิดความสับสนและเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการบริการนั้น
กล่าวคือเมื่อผู้บริโภคเข้าทำสัญญาดังกล่าวแล้วจะถือว่ายินยอมตามเงื่อนไขทุกประการที่ระบุไว้การหลอกลวงดังกล่าวนี้มักพบในประเทศที่มีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลายรายและมีบริการที่หลากหลาย
ลักษณะการหลอกลวง :
ผู้บริโภคถูกเรียกเก็บเงินค่าบริการต่างๆ จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตนอกจากนี้ ยังอาจจะมีคำขู่ที่กล่าวว่าถ้าหากผู้ใช้บริการต้องการเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดสัญญา จะถูกปรับเป็นจำนวนเงินที่สูง
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ :
ผู้บริโภคถูกเรียกเก็บเงินค่าบริการต่างๆ จากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตนอกจากนี้ ยังอาจจะมีคำขู่ที่กล่าวว่าถ้าหากผู้ใช้บริการต้องการเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดสัญญา จะถูกปรับเป็นจำนวนเงินที่สูง
วิธีการป้องกัน :
เมื่อผู้บริโภคได้รับเช็คโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนแล้ว ไม่ควรทำข้อตกลงใดๆกับบุคคลอื่น แต่ควรศึกษารายละเอียดของเอกสารหรือข้อตกลงที่ส่งมาโดยถี่ถ้วน ตรวจสอบค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะถูกเรียกเก็บให้ครบถ้วน และควรติดต่อผู้ให้ บริการอินเทอร์เน็ตโดยตรง
3. การใช้บัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาต (Credit Card Fraud)
การชำระค่าสินค้าค่าบริการทางอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมที่สุดวิธีหนึ่งคือการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต เนื่องจากมี ความสะดวกแก่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายผู้ซื้อสามารถชำระเงินโดยการให้ข้อมูลบัตรเครดิตคือ หมายเลขบัตรเครดิตชื่อ-สกุลของ ผู้ถือบัตร และวันหมดอายุแก่ร้านค้าร้านค้าสามารถตรวจสอบได้เพียงว่าบัตรดังกล่าวเป็นบัตรที่ออกโดยผู้ออกบัตรจริงแต่ไม่สามารถตรวจสอบตัวบุคคลผู้ใช้บัตรได้ว่าเป็นบุคคลใด
ลักษณะการหลอกลวง :
วิธีการหลอกลวงเกี่ยวกับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตมีหลายวิธีตัวอย่างเช่น การให้บริการดูภาพลามก อนาจารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป (ตามกฎหมายสหรัฐอเมริกา)แต่ผู้บริโภคต้องแจ้ง ข้อมูลบัตรเครดิตให้ผู้ให้บริการทราบเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลแล้วผู้หลอกลวงจะใช้ข้อมูลนี้ไปกระทำผิดในที่อื่น
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ :
ผู้ถือบัตรที่เป็นผู้บริโภคถูกเรียกเก็บเงินค่าสินค้าหรือบริการจากบริษัทหรือธนาคาร
ผู้ออกบัตร ทั้งที่ผู้ถือบัตรไม่ได้ใช้บัตร เครดิตชำระรายการนั้นๆ เลยซึ่งกฎหมายบางประเทศจะให้ความคุ้มครองผู้ถือบัตรในกรณีนี้หรือผู้ถือบัตรรับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในข้อตกลงระหว่างผู้ออกบัตรและผู้ถือบัตร
วิธีการป้องกัน :
ผู้ถือบัตรเครดิตไม่ควรแจ้งข้อมูลบัตรเครดิตให้บุคคลอื่นทราบแต่หากต้องมีการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ตก็ควรเลือกร้านค้าที่มีความน่าเชื่อถือหรือมีหลักแหล่งที่แน่นอนสามารถติดต่อได้หรือผู้บริโภคอาจเลือกใช้บัตรที่มีวิธีการตรวจสอบตัวบุคคลผู้ใช้บัตรว่าเป็นผู้ถือบัตร เช่น การใช้รหัสประจำตัว(PIN) หรือรหัสใดๆ ที่ไม่ปรากฎอยู่บนบัตร แต่ถือเป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ถือบัตรที่ไม่เปิดเผยให้บุคคลอื่นทราบ นอกจากนี้ผู้ถือบัตรควรตรวจดูข้อตกลงที่ทำไว้กับผู้ออกบัตรด้วยว่ามีเงื่อนไขความรับผิดชอบอย่างไร
4. การเข้าควบคุมการใช้โมเดมของบุคคลอื่น (International Modem Dialing/ Modem Hijacking)
ลักษณะการหลอกลวง :
การโฆษณาการให้บริการสื่อลามกอนาจารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆผู้ใช้บริการจะต้องติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อดูภาพดังกล่าวหรือเรียกว่า ?viewer? หรือ ?dialer? ของผู้ให้บริการเมื่อผู้ใช้บริการเปิดดูภาพด้วยโปรแกรมข้างต้นแล้ว การทำงานของโปรแกรมดังกล่าวจะเริ่มเมื่อมีการใช้เครื่องโมเดม (modem)ในขณะเดียวกันโปรแกรมฯ จะควบคุมการทำงานของโมเดมและสั่งให้หยุดการทำงานโดยที่ผู้ใช้บริการไม่รู้ตัวแล้วจะสั่งให้มีการต่อเชื่อมผ่านโมเดมอีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นการใช้โทรศัพท์ทางไกลจากที่ใดที่หนึ่ง แล้วมีการใช้อินเทอร์เน็ตอีกครั้งจากที่นั้นเพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถดูเว็บไซต์
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ :
ผู้ใช้บริการจะถูกเรียกเก็บเงินค่าโทรศัพท์ทางไกลจำนวนมากทั้งที่ผู้ใช้บริการอาจไม่รับรู้ ซึ่งเป็นเพราะมีบุคคลอื่นลักลอบใช้โทรศัพท์โดยอาศัยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าว
วิธีการป้องกัน :
ผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภคควรหลีกเลี่ยงไม่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับการให้บริการใดๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูเว็บไซต์ที่มีข้อมูลภาพลามกอนาจารและควรตรวจสอบเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายต่างๆ ถ้าพบสิ่งผิดปกติต้องแจ้งระงับการใช้งานกับผู้ให้บริการทันที นอกจากนั้นผู้ใช้บริการควรตรวจสอบใบแจ้งหนี้ค่าบริการโทรศัพท์อย่างสม่ำเสมอ
5. การหลอกลวงให้ใช้บริการเกี่ยวกับเว็บไซต์ (Web Cramming)
ลักษณะการหลอกลวง :
การหลอกลวงว่ามีการให้บริการเปิดเว็บเพจ (web page) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆเช่นการเปิดเว็บเพจเป็นเวลา 30 วัน และไม่มีข้อผูกพันใดๆถ้าไม่ใช้บริการต่อไป
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ :
เมื่อมีการตกลงใช้บริการดังกล่าวแล้วผู้ใช้บริการจะถูกเรียกเก็บเงินค่าใช้บริการโทรศัพท์หรือค่าใช้บริการในการมี เว็บเพจ (ค่าธรรมเนียมการใช้พื้นที่)เป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ตนไม่เคยใช้บริการหรือไม่ได้สมัครแต่อย่างใดผู้ใช้บริการยังไม่ สามารถแจ้งให้ผู้ให้บริการยกเลิกได้ทันทีอีกด้วย
วิธีการป้องกัน :
ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ให้บริการและเลือกใช้บริการที่มีความน่าเชื่อถือเท่านั้น (กรณีนี้มักพบในประเทศที่มีผู้ให้บริการโทรศัพท์จำนวนมากเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น)
6. การหลอกลวงโดยใช้การตลาดหรือการขายแบบตรง (Multilevel Marketing Plans/ Pyramids)
ลักษณะการหลอกลวง :
การหลอกลวงในลักษณะนี้คล้ายคลึงกับการนำสื่อโฆษณาในการทำตลาดหรือการขายตรงโดยมีการชักชวนให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมเป็นสมาชิกในเครือข่ายธุรกิจโดยการกล่าวอ้างว่าผู้ขายจะได้รับสิทธิในการจำหน่ายสินค้าหลายชนิดและได้รับผลประโยชน์จากการขายสินค้าหรือชักชวนบุคคลอื่นเข้ามาเป็นตัวแทนขายตรง เป็นทอดๆ ทำให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จริงมีจำนวนน้อยราย
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ :
ผู้บริโภคที่เข้าร่วมเครือข่ายจะต้องชำระค่าสมาชิกจำนวนหนึ่งแต่จะไม่มีรายได้ประจำแต่อย่างใดรายได้ของผู้บริโภคจึงไม่แน่นอนและมักจะไม่ได้รับผลประโยชน์ตามที่ผู้หลอกลวงกล่าวอ้าง เพราะไม่สามารถขายสินค้าได้ตามเป้าหมาย
วิธีการป้องกัน :
ผู้บริโภคควรระมัดระวังในการสมัครเป็นสมาชิกหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่ต้องหาสมาชิกรายอื่นเพิ่มขึ้นหรือต้องจำหน่ายสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูงให้ได้ตามยอดจำหน่ายที่กำหนดเพราะอาจถูกหลอกลวงได้
7. การหลอกลวงโดยเสนอให้เงินจากประเทศไนจีเรีย (Nigerian Money Offers)
ลักษณะการหลอกลวง :
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะได้รับข้อความจากจดหมายหรืออีเมล์ (e-mail)จากบุคคลที่กล่าวอ้างว่ามีความสำคัญในประเทศไนจีเรียเพื่อขอช่วยเหลือในการโอนเงินจำนวนมากไปยังต่างประเทศโดยผู้บริโภคจะได้รับเงินส่วนแบ่งจำนวนนับล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐฯ
ข้อความในจดหมายหรืออีเมล์มีเนื้อหาทำนองว่าประชาชนในประเทศไนจีเรียไม่สามารถเปิดบัญชีเงินฝากในต่างประเทศหรือโอนเงินออกนอกประเทศที่มีมูลค่าราว 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้หรือรัฐบาลไนจีเรียต้องการทำธุรกิจกับชาวต่างชาติจึงต้องการความช่วยเหลือจากชาวต่างชาติในการเปิดบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวันที่เบิกด้วยเช็ค ซึ่งท่านจะได้รับค่า ตอบแทนหรือค่านายหน้าผู้บริโภคเพียงแต่แจ้งรายละเอียดของบัญชีเงินฝากของตนและกรอกเอกสารพร้อมทั้งลงลายมือชื่อ ของเจ้าของบัญชีเท่านั้น
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ :
เมื่อมีการแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากแล้วผู้บริโภคจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตลอดเวลาโดยให้ผู้บริโภคโอนเงินเข้าบัญชีที่แจ้งไว้ผู้ที่หลอกลวงจึงสามารถเบิกเงินจากบัญชีดังกล่าวได้โดยอ้างเอกสารมอบอำนาจของเจ้า ของบัญชี แต่การโอนเงินลักษณะนี้อาจทำไม่ได้ในประเทศไทยเว้นแต่จะเป็นการโอนเงินระหว่างบัญชีของธนาคารเดียวกัน ทางอินเทอร์เน็ต
วิธีการป้องกัน :
ผู้บริโภคไม่ควรหลงเชื่อบุคคลอื่นที่อ้างตัวและเสนอจะให้ผลประโยชน์จำนวนมหาศาลโดยไม
่มีความเสี่ยงเช่นนี้ และ ไม่ควรเปิดเผยข้อมูลบัญชีธนาคารของตนแก่ผู้อื่นด้วย
8. การหลอกลวงให้ประกอบธุรกิจที่บ้าน (Work-at-Home)
ลักษณะการหลอกลวง :
บริษัทที่หลอกลวงจะเชิญชวนให้ผู้ต้องการประกอบธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตหรือธุรกิจด้านพ
าณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สมัครเป็นสมาชิกเพื่อทำธุรกิจโดยผู้บริโภคมีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์และสามารถใช้อินเทอร์เน็ตจากที่บ้านได้ และมักอ้าง ว่าธุรกิจประเภทนี้เป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วในขณะที่ผู้บริโภคจะไม่ได้รับคำแนะนำในการทำธุรกิจ ไม่มีข้อมูลธุรกิจที่ชัดเจนหรือไม่ทราบว่าตนอาจไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ เลยผู้ถูกหลอกลวงจะถูกเรียกเก็บเงินค่าสมาชิกหรือซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อเริ่มทำธุรกิจ
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ :
ผู้ลงทุนจะไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนตามที่มีการกล่าวอ้าง และอาจต้องสูญเสียเงินจากการลงทุนอีกด้วย
วิธีการป้องกัน :
ผู้ที่ต้องการลงทุนหรือต้องการเป็นเจ้าของกิจการควรศึกษาหรือสอบถามรายละเอียดของประเภทธุรกิจที่จะลงทุนการจ่ายเงินค่าตอบแทนที่ผู้บริโภคจะได้รับที่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะต้องจ่ายในการเริ่มต้นทำธุรกิจ
และผู้บริโภคควรระวังไม่หลงเชื่อคำเชิญชวนของผู้ที่อ้างว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้
จำนวนมากภายในระยะเวลาสั้นๆ
9. การหลอกลวงให้จดทะเบียนโดเมนเนม (domain name registration scams)
ลักษณะการหลอกลวง :
ผู้ที่ต้องการทำธุรกิจทางอินเทอร์เน็ตที่ต้องการมีเว็บไซต์และโดเมนเนมของตนเองจะได้รับการเสนอแนะว่าท่านสามารถได้รับสิทธิในการจดทะเบียนโดเมนเนมในระดับบนที่เรียกว่า?Generic Top-Level Domain? หรือ gTLD ได้แก่ .com, .org, .net, .int,.edu, .gov, .mil, .aero, .biz, .coop, .info, .museum, .name, and .proเป็นต้น ก่อนบุคคลอื่นและถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจองโดเมนเนมที่ต้องการซึ่งในความเป็นจริงไม่มีการให้บริการในลักษณะดังกล่าว
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ :
ผู้ที่หลงเชื่ออาจได้รับความเสียหายเพราะได้ชำระเงินให้แก่ผู้ที่หลอกลวง โดยไม่ได้รับสิทธิหรือประโยชน์ตามที่กล่าวอ้าง
วิธีการป้องกัน :
หลีกเลี่ยงการใช้บริการการขอจดทะเบียนโดเมนเนมล่วงหน้าที่ให้การรับรองว่าจะได้รับสิทธิ ในการเลือกโดเมนเนมประเภทนี้ (gTLD)ก่อนบุคคลอื่น และไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการยื่นขอจดทะเบียนจากผู้รับจดทะเบียนที่ได้รับสิทธิภายใน
ประเทศหรือเว็บไซต์ของ ICANN (Internet Corporation forAssigned Names and Numbers) (www.icann.org)ควรใช้บริการจดทะเบียนโดเมนเนมกับหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต,บริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือใช้บริการของ?ศูนย์สารสนเทศเครือข่ายแห่งประเทศไทย? (Thailand Network InformationCenter ? THNIC) (www.thnic.net)
10. การหลอกลวงโฆษณาหรือขายยามหัศจรรย์ (miracle products)
ลักษณะการหลอกลวง :
การโฆษณาหรือขายยาทางอินเทอร์เน็ตที่อ้างสรรพคุณว่าสามารถรักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วย
ด้วยโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง, โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV/AIDS),โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯหรือสามารถบรรเทาความเจ็บป่วยได้ภายในระยะเวลาอันสั้นและมักอ้างว่ายาเหล่านี้ได้รับการรับรองหรือการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ :
ผู้ป่วยที่ซื้อยาดังกล่าวโดยเชื่อว่าสามารถรักษาความเจ็บป่วยได้อาจต้องสูญเสียเงินหรือโอกาสในการได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง นอกจากนั้นยังอาจได้รับอันตรายจากการใช้ยาเหล่านั้นด้วย
วิธีการป้องกัน :
การใช้ยารักษาโรคควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น


คัดลอกจาก: http://citec.us/forum/index.php?showtopic=5043








URL สำหรับแบ่งปัน
BBCode สำหรับแบ่งปัน
HTML สำหรับแบ่งปัน

blog comments powered by Disqus


 



speedtest